เดือน: พฤษภาคม 2019

พริก สรรพคุณและประโยชน์ของพริก

No Comments
พริก

พริก สรรพคุณและประโยชน์ของพริก

พลูคาว (Plu Kaow) ชื่อ

ความเผ็ดของพริกมาจากสารชื่อ “แคปไซซิน” (Capsaicin) ซึ่งจะมีอยู่มากใยบริเวณเยื่อแกนกลางสีขาว (คือส่วนเผ็ดมากที่สุด) ส่วนเปลือกและเมล็ดนั้นจะมีสารนี้น้อย ซึ่งคนทั่วไปมักเข้าใจผิดว่าส่วนเมล็ดและเปลือกคือส่วนที่เผ็ดที่สุด และสารชนิดนี้จะทนทานต่อความร้อนและความเย็นอย่างมาก แม้จะนำมาต้มให้สุดหรือแช่แข็งก็ไม่ได้ทำให้สูญเสียความเผ็ดไปแต่อย่างใด โดยเราสามารถเรียงลำดับความเผ็ดของพริกจากมากไปหาน้อยได้ คือ พริกขี้หนู > พริกเหลือง > พริกชี้ฟ้า > พริกหยวก > พริกหวาน เป็นต้น

พริก สรรพคุณและประโยชน์ของพริก

หน่วยวัดความเผ็ดเดิมคือ สโควิลล์ (Scoville) (เป็นคำที่ตั้งขึ้นตามชื่อผู้คิดค้นวิธีการวัดระดับ ซึ่งก็คือ วิลเบอร์ สโควิลล์ นักเคมีชาวอเมริกัน) โดยพริกขี้หนูสวนบ้านเราจะมีค่าอยู่ที่ 50,000-100,000 สโควิลล์ ส่วนพริกที่ได้รับการบันทึกลงในกินเนสส์บุ๊กว่าเผ็ดที่สุดในโลกก็คือ พริกฮาบาเนโร วัดค่าได้ถึง 350,000 สโควิลล์หรือมากกว่า

พริกอุดมไปด้วยวิตามินและแร่ธาตุต่าง ๆ อย่าง วิตามินเอ วิตามินบี 6 วิตามินซี ธาตุแมกนีเซียม ธาตุโพแทสเซียม ธาตุเหล็ก ใยอาหาร เป็นต้น โดยในพริก 100 กรัม จะมีวิตามินซีสูงถึง 144 มิลลิกรัมเลยทีเดียว !

หากต้องการลดความเผ็ดร้อนของพริกคุณควรรับประทานอาหารที่มีไขมันหรือเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์มากกว่าที่จะดื่มน้ำ เพราะการดื่มน้ำจะมีผลเพียงแค่ช่วยให้บรรเทาอาการแสบร้อนได้เท่านั้น แต่ความเผ็ดยังคงอยู่ สำหรับผู้ที่เป็นโรคกระเพาะอาหาร ควรหลีกเลี่ยงการรับประทานพริกเพราะอาจจะทำให้กรดไปกัดแผลในกระเพาะอาหารได้ และสำหรับเด็กและผู้สูงอายุที่มักจะสำลักง่ายก็ควรหลีกเลี่ยงการรับประทานเช่นกัน และควรจะระวังพริกป่นตามร้านอาหาร พริกซองที่อาจจะมีสารอะฟลาทอกซินปนอยู่ ซึ่งเป็นสารพิษที่เกิดจากเชื้อรา หากร่างกายได้รับอย่างต่อเนื่องอาจจะเกิดการสะสมจนกลายเป็นมะเร็งตับในที่สุด ดังนั้นควรเลือกรับประทานพริกป่นที่สะอาด ไม่มีเชื้อราและเปลี่ยนบ่อย ๆ ทุก ๆ 3 วันพร้อมทั้งการจัดเก็บในภาชนะที่แห้งและสะอาด

ขอบคุณแหล่งที่มา medthai.com

Categories: ข่าวฟุตบอล Tags: ป้ายกำกับ:

สรรพคุณกระเจี๊ยบเขียว สารต้านอนุมูลอิสระก็เริดมาก

No Comments
สรรพคุณกระเจี๊ยบเขียว

สรรพคุณกระเจี๊ยบเขียว พืชที่อุดมไปด้วยกลูตาไธโอน

สรรพคุณกระเจี๊ยบเขียว ราชาสารต้านอนุมูลอิสระที่เป็นตำรับยารักษาอาการได้หลายโรค

กระเจี๊ยบเขียว มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Abelmoschus esculentus (L.) Moench. อยู่ในวงศ์ Malvaceae มีชื่ออื่น ๆ ว่า กระเจี๊ยบขาว มะเขือมอญ มะเขือพม่า มะเขือทวาย มะเขือละโว้ ถั่วส่าย เป็นต้น

กระเจี๊ยบเขียวเป็นพืชพื้นเมืองของประเทศเอธิโอเปีย แถบศูนย์สูตรของทวีปแอฟริกา อียิปต์ หมู่เกาะอินเดียตะวันตก และเอเชียใต้ นิยมปลูกมากทั้งในเขตร้อนและเขตอบอุ่น โดยเฉพาะในประเทศไทยที่สามารถปลูกได้ทุกภาค

กระเจี๊ยบเขียวอุดมไปด้วยสารอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการ เช่น คาร์โบไฮเดรต เส้นใย โปรตีน โฟเลต แคลเซียม ฟอสฟอรัส โพแทสเซียม แมกนีเซียม เหล็ก วิตามินเอ วิตามินบี 1 วิตามินบี 2 และวิตามินซี อยู่ในปริมาณพอสมควร

ที่สำคัญกระเจี๊ยบเขียวมีกลูตาไธโอน (glutathione) มีบทบาทสำคัญต่อการควบคุมสารอนุมูลอิสระในร่างกาย การสร้างสารซ่อมแซมเซลล์ ทำปฏิกิริยาขจัดสารพิษที่เกิดในร่างกาย และช่วยต้านมะเร็งได้เป็นอย่างดี ปัจจุบันนิยมใช้สารนี้เพื่อให้ผิวขาวขึ้น เพราะกลูตาไธโอนสามารถกดการทำงานของเอนไซม์ที่ผลิตเม็ดสีได้ชั่วคราว

นอกจากนี้ กระเจี๊ยบเขียวยังเต็มไปด้วยเส้นใยอาหารชนิดไม่ละลายน้ำ ซึ่งเป็นส่วนของพืชผักที่ร่างกายย่อยไม่ได้ และเส้นใยที่ละลายน้ำได้ เช่น เพกทิน (pectin) และเมือก (mucilage) ซึ่งเกิดจากสารประกอบ acetyated acidic polysaccharide และกรดกาแล็กทูโลนิก (galactulonic caid)

สารเมือกหรือเส้นใยที่ละลายน้ำได้ของกระเจี๊ยบเขียว เมื่อลงสู่ลำไส้ใหญ่ จะช่วยในการเจริญเติบโตของแบคทีเรียที่มีประโยชน์ (พรีไบโอติกแบคทีเรีย) ซึ่งจะช่วยลดปราณพิษที่ผลิตจากแบคทีเรียที่มีประโยชน์ที่อาศัยอยู่บริเวณลำไส้ใหญ่ส่วนปลาย กระเจี๊ยบเขียวจึงจัดเป็นผักสุขภาพสำหรับผู้ป่วยมะเร็งอีกชนิดหนึ่ง

เส้นใยที่ไม่ละลายน้ำและละลายน้ำของกระเจี๊ยบเขียว มีคุณสมบัติช่วยการขับถ่ายได้เป็นอย่างดี โดยเส้นใยที่ละลายน้ำได้มีคุณสมบัติในการดูดซับสารพิษและขับถ่ายออกทางอุจจาระ จึงไม่มีสารพิษตกค้างในลำไส้ และสำหรับผู้ที่ป่วยโรคเบาหวานและคอเลสเตอรอลสูง เส้นใยที่ละลายน้ำในกระเจี๊ยบเขียวจะช่วยลดการดูดซึมของคอเลสเตอรอลและน้ำตาลเข้าสู่ร่างกาย ช่วยในการขับถ่าย ซึ่งเป็นการช่วยกำจัดไขมันปริมาณสูงที่จับอยู่กับน้ำดีได้

ในประเทศไทย มีรายงานการทดลองเกี่ยวกับการรักษาโรคพยาธิตัวจี๊ด พบสารสกัดจากกระเจี๊ยบเขียวด้วยแอลกอฮอล์สามารถลดจำนวนพยาธิตัวจี๊ดในหนูถีบจักรได้ ดังนั้น ผู้ป่วยที่เป็นโรคพยาธิตัวจี๊ดควรไปพบแพทย์และกินกระเจี๊ยบเขียวเป็นผักติดต่อกันประมาณ 2 สัปดาห์

สรรพคุณเด่นที่สำคัญในการใช้เป็นยารักษาโรคของกระเจี๊ยบเขียว คือ การใช้เป็นยารักษาโรคกระเพาะและลำไส้อักเสบ ซึ่งเป็นโรคที่ทำให้เกิดอาการท้องผูกและท้องเสียสลับกัน และยังช่วยรักษาอาการปวดท้อง จากแผลในกระเพาะอาหารและแผลจากลำไส้เล็กส่วนต้น

ในปี 2547 มีรายงานการศึกษาพบว่าสารประกอบไกลโคไซเลต (glycosylated compounds ซึ่งประกอบด้วย โพลีแซกคาไรด์ (polysaccharides) และไกลโคโปรตีน (glycoproteins) ในกระเจี๊ยบเขียว มีฤทธิ์ยับยั้งความสามารถของเชื้อแบคทีเรีย เฮลิโคแบคเตอร์ ไพโลริ (helicobacter pylori) ในการเกาะเยื่อบุผิวของกระเพาะอาหาร ซึ่งแบคทีเรียตัวนี้เอง เป็นสาเหตุสำคัญของการเกิดแผลในกระเพาะอาหาร แต่สารไกลโคไซเลต จะมีฤทธิ์ลดลงเมื่อถูกความร้อน

ยางจากผลสดของกระเจี๊ยบเขียวช่วยรักษาแผลสด เมื่อถูกของมีคนบาดให้ใช้ยางจากฝักกระเจี๊ยบทาแผล แผลจะหายไว และไม่เป็นแผลเป็น

ส่วนผลอ่อนมีเมือกลื่นทำให้ผิวหนังชุ่มชื้น ชาวบ้านบางพื้นที่นิยมนำมาพอกผิวหนังที่รู้สึกแสบร้อน

ตำรับยาแก้พยาธิตัวจี๊ด

– ตำรับที่ 1 นำผลกระเจี๊ยบเขียวที่ยังอ่อนมาปรุงเป็นอาหาร เช่น ต้มหรือย่างไฟให้สุก จิ้มกับน้ำพริก หรือทำแกงส้ม แกงเลียง กินวันละ 3 เวลาทุกวัน โดยจะกินเท่าไหร่ก็ได้ แต่อย่างน้อยวันละ 4-5 ผล ติดต่อกัน 15 วัน หรือบางคนต้องกินเป็นเดือนจึงจะหาย

– ตำรับที่ 2 ใช้รากกระเจี๊ยบแดง กระเจี๊ยบเขียว ต้มกิน

ตำรับยารักษาโรคกระเพาะ

ใช้ฝักอ่อนกะเจี๊ยบเขียวหั่นตากแดดบดให้ละเอียด กินครั้งละ 1 ช้อนโต๊ะ โดยนำมาละลายในน้ำ นม น้ำผลไม้ หรืออาหารอ่อน ๆ กินวันละ 3-4 ครั้ง หลังอาหาร (เวลาละลายจะได้น้ำยาเหนียว ๆ)

ตำรับยาบำรุงข้อกระดูก

นำผลกระเจี๊ยบเขียว 3 ผล กินสดหรือต้มกับหอมแดงขนาดใหญ่ 1 หัว เพื่อบำรุงร่างกายและเพิ่มความยืดหยุ่นในกระดูก โดยเชื่อว่าเมือกในกระเจี๊ยบจะช่วยได้

ตำรับยาแก้ปวดท้อง

ใช้รากกระเจี๊ยบเขียวฝนกับน้ำธรรมดากิน

การกินกระเจี๊ยบเขียวนอกจากจะได้ความอร่อยแล้ว ยังเป็นการช่วยในเรื่องระบบขับถ่าย ระบบดูดซึมสารอาหาร ลดความเสี่ยงโรคแผลในกระเพาะอาหาร มะเร็งกระเพาะอาหาร มะเร็งลำไส้ใหญ่ และยังช่วยลดน้ำหนักและไขมันในเลือดได้ดีอีกด้วย

ขอบคุณแหล่งที่มา https://health.kapook.com

สรรพคุณรางจืด สมุนไพรล้างพิษ ติดยา-ติดเหล้า ก็เอาอยู่ !

No Comments

สรรพคุณรางจืด เป็นสมุนไพรที่มีชื่อเสียงไม่เบา

สรรพคุณรางจืด โดยเฉพาะสรรพคุณของรางจืดในเรื่องล้างพิษ หรือแก้เมา แต่นอกจากประโยชน์เหล่านี้แล้ว รางจืดยังมีดีที่อยากบอกให้รู้อีกเยอะ

แค่ชื่อสมุนไพรรางจืดก็คุ้นหูหรือผ่านตากันมาพอตัว เพราะรางจืดเองก็ถูกนำไปสกัดไว้ในรูปแบบแคปซูล หรือชาชง เพื่อเปิดโอกาสให้เราได้เข้าถึงรางจืดได้ง่ายขึ้น และหากใครยังไม่รู้ สรรพคุณของรางจืด เรามาทำความรู้จักสมุนไพรตัวจี๊ดชนิดนี้กัน

รางจืด กับชื่อเสียงเรียงนาม

รางจืดมีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Thunbergia laurifolia Linn. ส่วนในชื่อภาษาอังกฤษนั้น รางจืดถูกเรียกขานว่า laurel clock, blue trumpet vine หรือ laurel-leaved thunbergia แต่ในบ้านเรารางจืดมีชื่อเรียกที่หลากหลายพอสมควรค่ะ ไม่ว่าจะเป็นว่านรางจืด กำลังช้างเผือก ขอบชะนาง เครือเขาเขียว ยาเขียว คาย รางเย็น ดุหว่า ทดพุด น้ำนอง ย่ำแย้ แอดแอ รางจืดเถา หรือหนามแน่ เป็นต้น

รางจืด ลักษณะทางพฤกษศาสตร์

รางจืดมีลักษณะเป็นไม้เลื้อย มีเถาสีเขียวอมน้ำตาล รูปร่างค่อนข้างกลม ใบรางจืดเป็นรูปไข่ โคนใบมน ความกว้างของใบประมาณ 4-11 เซนติเมตร ยาว 10-16 เซนติเมตร ขอบใบค่อนข้างเป็นเหลี่ยม ปลายใบแหลม เรียว แผ่นใบหนา มันปลาบ ก้านใบยาว 1-6 เซนติเมตร

กลีบดอกรางจืดมีสีม่วง ลักษณะเป็นรูปกรวย กลีบเลี้ยงเกลี้ยง ปลายกลีบแยกเป็น 5 แฉก แต่ละแฉกเป็นรูปไข่ ปลายมน โดยหลอดด้านในมีสีเหลือง มีเกสรเพศผู้ 4 อัน ส่วนผลของรางจืดเป็นรูปทรงกลมคล้ายหลอด ปลายฝักแหลมและโค้งเล็กน้อยเป็นจะงอยปากนก ฝักอ่อนมีสีเขียว พอแก่สีจะเปลี่ยนเป็นน้ำตาลอมดำ ถ้าแก่เต็มที่ฝักจะปริออกเป็น 2 ซีก

รางจืด สรรพคุณดี๊ดี

สรรพคุณของรางจืดที่อยากนำเสนอมาก ๆ มีดังนี้

1. แก้ไข้
รางจืดเป็นสมุนไพรที่มีรสเย็น ตามตำรับยาสมุนไพรไทยใช้รางจืดปรุงเป็นยาเขียวแล้วดื่มเพื่อลดไข้
2. แก้ท้องเสีย ท้องร่วง


เนื่องจากสมุนไพรรางจืดมีฤทธิ์ถอนพิษผิดสำแดงหรือพิษอื่น ๆ จึงสามารถใช้รางจืดแก้อาการท้องร่วง ท้องเสียได้
3. ถอนพิษแมงดาทะเล
ในแมงดาทะเลหรือปลาปักเป้าจะมีสารพิษที่ชื่อว่า เทโทรโดท็อกซิน (Tetrodotoxin) ซึ่งหากมนุษย์ได้รับสารพิษชนิดนี้จากการกินแมงดาทะเลหรือปลาปักเป้าอาจร้ายแรงถึงตายได้ แต่มีรายงานจากโรงพยาบาลชุมพรเขตรอุดมศักดิ์ เผยว่า ผู้ป่วย 2 รายที่กินแมงดาทะเลและรับสารพิษชนิดนี้เข้าไปมีอาการดีขึ้นหลังได้รับรางจืดผ่านการกรอกทางสายยาง และรอดชีวิตได้ในที่สุด
4. บรรเทาพิษยาฆ่าแมลง ยาเบื่อ
หมอพื้นบ้านมักจะนำรางจืดมาใช้ถอนพิษชาวบ้านที่ได้รับยาฆ่าแมลง ยาเบื่อชนิดต่าง ๆ โดยนำใบรางจืดสดมาคั้นน้ำให้ผู้ป่วยที่กินยาฆ่าแมลงดื่มโดยเร็วที่สุด เป็นการปฐมพยาบาลเบื้องต้นก่อนนำส่งโรงพยาบาล สอดคล้องกับงานวิจัยในหนูทดลองที่พบว่า สารสกัดด้วยน้ำของใบรางจืดมีฤทธิ์ต้านสารพิษพาราควอตได้ โดยทำให้อัตราการตายของหนูทดลองลดลง

ขณะที่การศึกษาของคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล ก็พบเช่นกันว่า หนูทดลองที่กินผงจากรากรางจืดผสมกับน้ำยาสตริกนิน ไม่เป็นอันตรายใด ๆ แสดงให้เห็นว่าผงจากรากรางจืดสามารถช่วยดูดซับสารพิษชนิดนี้ไว้ได้ อย่างไรก็ตาม การจะนำมาใช้ในคนต้องมีการศึกษาถึงปริมาณที่เหมาะสมต่อไป

5. รางจืดช่วยเลิกยาเสพติด
ภาควิชาสรีรวิทยา คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ได้ทำการศึกษาฤทธิ์ของสารสกัดรางจืดต่อเซลล์สมองแล้วพบว่า รางจืดมีฤทธิ์ต่อระบบประสาทคล้ายกับสารเสพติดประเภทแอมเฟตามีนและโคเคน โดยมีฤทธิ์เพิ่มการหลั่งสารโดพามีนเช่นเดียวกับการออกฤทธิ์ของยาเสพติดดังกล่าว ฉะนั้นการให้ผู้ป่วยติดยาเสพติดได้รับการรักษาด้วยสารสกัดจากรางจืด อาจทำให้ผู้ป่วยเกิดความพึงพอใจเช่นเดียวกับการใช้สารเสพติด ดังนั้นรางจืดอาจเป็นอีกหนึ่งทางเลือกในการรักษาอาการติดยาเสพติดด้วยสมุนไพรไทย
6. ช่วยแก้เมา-เลิกเหล้า


คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้ศึกษาฤทธิ์ของรางจืดในการต้านพิษแอลกอฮอล์ต่อตับ ซึ่งพบว่า สารสกัดด้วยน้ำของรางจืด ช่วยป้องกันการตายของเซลล์ตับจากพิษของแอลกอฮอล์ในหลอดทดลองและในหนูทดลองที่ได้รับแอลกอฮอล์ โดยทำให้ค่า AST, ALT ในพลาสมาและไตรกลีเซอร์ไรด์ในตับลดลง และลดการเปลี่ยนแปลงสภาพทางจุลพยาธิวิทยาของตับเมื่อเปรียบเทียบกับหนูที่ได้รับแอลกอฮอล์อย่างเดียว

นอกจากนี้ การศึกษาของมหาวิทยาลัยขอนแก่นที่ศึกษาฤทธิ์ของรางจืดต่ออาการขาดเหล้าพบว่า สารสกัดรางจืด ช่วยลดภาวะซึมเศร้าและมีส่วนทำให้พฤติกรรมที่เกี่ยวกับการเคลื่อนไหวของหนูเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดี โดยไม่มีผลลดความวิตกกังวล ทว่าสารสกัดรางจืดช่วยลดการถูกทำลายของเซลล์ประสาทในหนูเนื่องจากขาดเหล้าได้

ขณะที่โรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร ก็เผยสรรพคุณของรางจืดที่ช่วยบำรุงดูแลตับและช่วยลดระดับแอลกอฮอล์ในลมหายใจได้ โดยจากการให้อาสาสมัครดื่มน้ำสกัดจากใบรางจืด 15 นาที ก่อนดื่มแอลกอฮอล์พบว่า สารสกัดรางจืดช่วยลดปริมาณแอลกอฮอล์ได้ จากการตรวจวัดระดับแอลกอฮอล์ในลมหายใจ นอกจากนี้ยังมีหลักฐานทางภูมิปัญญาพื้นบ้านที่ใช้รางจืดในการต้านพิษสุรา เช่น ช่วยลดอาการเมาเหล้า และช่วยลดอาการแฮงก์หลังดื่มแอลกอฮอล์ เป็นต้น

7. ต้านอาการอักเสบ
รางจืดเป็นสมุนไพรที่มีสารต้านอนุมูลอิสระสูงมาก มีรายงานว่า หมอยาพื้นบ้านนิยมใช้รางจืดรักษาอาการผด ผื่นคัน แมลงสัตว์กัดต่อย เริม งูสวัด และยังมีการศึกษาว่า รางจืดมีฤทธิ์ต้านอาการอักเสบได้ดีเท่ากับยาสเตียรอยด์อีกด้วย
8. แก้ปวดบวม


ตำรับยาพื้นบ้านนิยมนำใบรางจืดมาตำแล้วพอกบริเวณที่ปวดหรือบวม โดยสารในใบรางจืดจะช่วยลดอาการอักเสบที่เป็นต้นเหตุของอาการปวด บวม รวมไปถึงอาการปวด บวมจากสัตว์มีพิษ ใบรางจืดก็จะช่วยถอนพิษร้ายให้
9. แก้ประจำเดือนไม่ปกติ บำรุงสตรีหลังคลอด
ตำรับยาไทยใช้รางจืดแก้อาการประจำเดือนมาไม่ปกติ …

สรรพคุณมะกอก สมุนไพรไทย สรรพคุณและโทษของมะกอก มีอะไรบ้าง

No Comments
สรรพคุณมะกอก

สรรพคุณมะกอก มะกอกป่า คือ พืชพื้นเมืองของไทย

สรรพคุณมะกอก ผลมีรสเปรี้ยว ให้ผลตลอดปี สามารถนำมะสกัดทำน้ำมันมะกอกได้

สรรพคุณของมะกอก เช่น ขับปัสสาวะ แก้กระหาย ลดความดัน ลดความอ้วน บำรุงผิว โทษของมะกอกมีอะไรบ้าง

ต้นมะกอก เป็นไม้ยืนต้น พืชท้องถิ่นที่มีถิ่นกำเนิดในเขตเอเชีย เช่น อินเดีย มาเลเซีย อินโดนีเซีย ไทย มะกอกเป็นพืชที่ให้ผลได้ตลอดทั้งปี

สำหรับมะกอกในประเทศไทย สามารถพบได้ทุกภูมิภาค พบมากในป่าเบญจพรรณและป่าแดง สามารถขยายพันธุ์โดยการเพาะเมล็ด

ต้นมะกอก มีชื่อสามัญ ว่า Hog plum ชื่อวิทยาศาสาตร์ของมะกอก คือ Spondias pinnata (L. f.) Kurz จัดเป็นพืชตระกูลเดียวกับมะม่วง

ชื่อเรียกอื่นๆของมะกอก เช่น กูก กอกกุก กอกเขา ไพแซ กอกหมอง กราไพ้ย ไพ้ย ตะผร่าเหมาะ กอกป่า

มะกอกไทย มะกอกป่า สือก้วยโหยว โค่ยพล่าละ แผละค้อก เพี๊ยะค๊อก ลำปูนล ตุ๊ดกุ๊ก ไฮ่บิ้ง เป็นต้น

ชนิดของมะกอก

สำหรับมะกอกในประเทศไทย พบว่ามีมะกอก 4 ชนิด คือ มะกอกป่า มะกอกฝรั่ง มะกอกน้ำ

และ มะกอกโอลีฟ ซึ่งมะกอกฝรั่ง เป็นมะกอกที่มีผลรสหวาน นิยมนำมารับประทานสดเป็นผลไม้ ส่วนมะกอกน้ำนิยมนำมาดองและแช่อิ่ม

และ มะกอกโอลีฟจะนำมาสกัดเอาน้ำมันมะกอก

ลักษณะของต้นมะกอก

ต้นมะกอก พืชตระกลูมะม่วง สามารถขยายพันธ์ได้โดยการเพาะเมล็ด มีถิ่นกำเนิดในเขตประเทศแถบเอเชียรวมถึงประเทศไทย

มักพบขึ้นตามป่าเบญจพรรณ ป่าเต็งรัง ป่าแดง และ ป่าดิบแล้งทุกภาคของประเทศไทยด้วย เป็นไม้ยืน ลักษณะของต้นมะกอก มีดังนี้

-ลำต้นมะกอก ลำต้นตั้งตรง ลักษณะกลม ความสูงประมาณ 25 เมตร ลำต้นแตกกิ่งก้าน เปลือกของลำต้นเป็นสีเทา

ลักษณะเปลือกหนา เรียบ มีปุ่มปมเล็กน้อย มีรูอากาศตามลำต้น

-ใบมะกอก เป็นใบประกอบ ลักษณะแบบขนนก มีชั้นเดียว เรียงสลับตามกิ่ง เนื้อใบหนา เป็นมัน ท้องใบเรียบ

ปลายใบแหลม โคนใบมน ขอบใบไม่เท่ากัน ใบอ่อนสีน้ำตาลแดง
-ดอกมะกอก ออกเป็นช่อ ลักษณะเป็นรูปถ้วย ดอกมะกอกออกที่ปลายกิ่ง และ ซอกใบ ดอกย่อยเป็นสีครีม กลีบดอกเป็นรูปรี

ปลายกลีบดอกแหลม ดอกมะกอกจะออกในช่วงเดือนธันวาคมถึงเดือนกุมภาพันธ์
-ผลมะกอก ลักษณะของผลเป็นรูปไข่ ผลสดมีเนื้อฉ่ำน้ำ เป็นสีเขียว ผลแก่เป็นสีเหลืองอมสีเขียว

หรือ สีเหลืองอ่อน รสเปรี้ยวจัด มีเมล็ดเดี่ยวขนาดใหญ่และแข็งมาก ภายในผล ผิวเมล็ดลักษณะเป็นเสี้ยนและขรุขระ

คุณค่าทางโภชนาการของมะกอก

สำหรับมะกอก มีรสเปรี้ยว สามารถนำมารับประทานแต่งรสชาติอาหาร และ นำมาสกัดทำน้ำมันมะกอก

ซึ่ง ในมะกอกมีคุณค่าทางโภชนาการสูง ประกอบด้วย พลังงาน กากใยอาหาร แคลเซียม ฟอสฟอรัส ธาตุเหล็ก เบต้าแคโรทีน วิตามินเอ วิตามินบี1 วิตามินบี2 ไนอาซิน และ วิตามินซี

คุณค่าทางโภชนาการของผลมะกอก ขนาด 100 กรัม พบว่าให้พลังงาน 46 กิโลแคลอรี มีสารอาหารสำคัญ

ประกอบด้วย กากใยอาหาร 16.7 กรัม สารต้านอนุมูลอิสระ ( เบตาแคโรทีน ) 2,017 ไมโครกรัม วิตามินเอ 337 ไมโครกรัม วิตามินซี 53 มิลลิกรัม และ แคลเซียม 49 มิลลิกรัม

คุณค่าทางโภชนาการของใบอ่อนมะกอก ขนาด 100 กรัม พบว่าให้พลังงาน 46 กิโลแคลอรี มีสารอาหารสำคัญประกอบด้วย

กากใยอาหาร 16.7 กรัม แคลเซียม 49 …

สมุนไพรน้ำผึ้ง แก้สิว ผิวก็สวย มหัศจรรย์ธรรมชาติจริงๆ ที่น้ำหวานๆ แสนอร่อยจากผึ้ง

No Comments
สมุนไพรน้ำผึ้ง

สมุนไพรน้ำผึ้ง น้ำผึ้งเป็นสมุนไพรไทยอย่างหนึ่งที่เราเอาใช้ประโยชน์เรื่องผิวพรรณได้ด้วยนะ

สมุนไพรน้ำผึ้ง ไม่ว่าจะนำมามาสก์หน้า หรือเอาไปผสมกับผลไม้อื่นๆ แล้วนำมามาสก์หน้า หลังล้างออกเราจะพบได้เลยว่าหน้านุ่ม ชุ่มชื่น นั่นเพราะมีแร่ธาตุ และวิตามินมากมายที่ดีกับผิว แถมยังใช้ได้กับทุกสภาพผิวทีเดียว

ดูแลสิว ผิวใส
สาวๆ ยุคก่อนนำน้ำผึ้งมาใช้ทั้งกินทั้งทา เพราะดีทั้งต่อสุขภาพและผิวพรรณ แต่สิ่งที่สาวโบราณอาจจะยังไม่รู้ ว่าทำไมนะ หลังการมาสก์หน้าด้วยน้ำผึ้งนั้น ผิวถึงได้ใส นุ่ม และยังไม่มีสิวมากวนใจด้วย เรื่องของเรื่องก็คือ ในน้ำผึ้งมีแร่ธาตุ เอนไซม์ และวิตามินมากมายที่มากับเกสรดอกไม้ ไม่ว่า แร่ธาตุแคลเซียม แมกนีเซียม โปตัสเซียม ฟอสฟอรัส หรือวิตามินไรโบเฟลวิน หรือไนอะซิน นอกจากนี้ยังมีกรดอ่อนๆ ที่ช่วยขจัดเซลล์ผิวเก่าออกไป ทำให้ผิวใสขึ้น

ที่สำคัญ ในน้ำผึ้งยังมีสารตัวหนึ่งที่ช่วยทำลายแบคทีเรีย สาเหตุหนึ่งของปัญหาสิวได้ด้วย นั่นคือไปสร้างเอนไซม์ที่ทำให้เกิดสารไฮโดรเจน เปอร์ออกไซด์ อย่างอ่อนๆ ซึ่งจะปล่อยออกซิเจนและน้ำออกมา ผลก็คือทำให้แบคทีเรียไม่สามารถเติบโตได้นั่นเอง สิวจึงค่อยๆ ยุบตัวลงตามธรรมชาติ โดยที่ไม่ทำให้ผิวอักเสบ แถมยังได้อาหารผิวซึมซาบลงสู่ผิวพร้อมกันไปด้วย

สูตรสวยด้วยน้ำผึ้ง
1.น้ำผึ้ง + มะขาม
สูตรขาวใสแบบธรรมชาติจริงๆ แค่นำมะขามเปียกมามาบดด้วยช้อนให้ละเอียด แล้วเติมน้ำผึ้งลงไปในสัดส่วน 1:2 (ถ้าผิวแพ้ง่ายควรทดสอบก่อน เพราะอาจแพ้กรดผลไม้ได้) หรือในสัดส่วนที่เหมาะกับผิวของเรา (ยิ่งบอบบางยิ่งให้น้ำผึ้งมีมากกว่า) ผสมให้เข้ากัน แล้วนำมาพอกหน้าทิ้งไว้สัก 5 นาที จากนั้นล้างออก ผิวจะหอม ขาวใส นุ่มนวล

2.น้ำผึ้ง + กล้วย
สูตรนี้ช่วยเรื่องสิวได้ดี และยังนุ่มน่าจับ แค่นำกล้วยน้ำว้าสุกบดผสมกับน้ำผึ้งในสัดส่วน 2:1 จากนั้นนำมาพอกหน้าทิ้งไว้ 5 – 10 นาที แล้วล้างออก

3.น้ำผึ้ง + แตงกวา
สูตรนี้ให้นำแตงกวา 1 ลูกมาคั้นเอาแต่น้ำ จากนั้นผสมกับน้ำผึ้ง 2 ช้อนชาแล้วทาให้ทั่วใบหน้า ทิ้งไว้สัก 5 – 10 นาที แล้วล้างออก ตามด้วยการบำรุงด้วยมอยเจอร์ไรเซอร์ สามารถทำเป็นโทนเนอร์เช็ดหน้าได้ทุกวัน

แต่หากสาวๆคนไหน มองว่ายุ่งยากในการตระเตรียม เอาเป็นว่าใครอยากมีผิวใสๆ ก็ลองมองหาสารสกัดจากธรรมชาติอย่างน้ำผึ้งเป็นส่วนผสมหนึ่งในเครื่องสำอาง ผิวเราจะได้ลดการพึ่งสารเคมี และยังเป็นทางลัดของปัญหาสิวได้อีกด้วย

ขอบคุณแหล่งที่มา https://www.sanook.com

ตะไคร้ ไอเดียการกินการใช้เพื่อสุขภาพ และข้อควรระวัง

No Comments
ตะไคร้

ตะไคร้ ไอเดียการกินการใช้เพื่อสุขภาพ และข้อควรระวัง

ตะไคร้ นอกจากเป็นพืชผักสวนครัวแล้ว ยังถือเป็น พืชสมุนไพร ที่อยู่คู่ครัวบ้านคนไทยมาอย่างยาวนาน กลิ่นของตะไคร้ที่หอมเป็นเอกลักษณ์ ยังเป็นน้ำมันหอมระเหยที่มีประโยชน์ อีกทั้งตะไคร้ยังมีดีต่อสุขภาพมากมาย ทั้งยังนำมาประกอบเมนูอาหารได้อีกหลากหลาย เราไปดูกันว่าประโยชน์ของตะไคร้มีดีอย่างไรบ้าง

ตะไคร้

ตะไคร้ (lemon grass) เป็นพืชล้มลุกที่จัดอยู่ในประเภทหญ้า มักได้รับความนิยมในการนำมาปลูกเป็นพืชผักสวนครัวไว้ใช้บริเวณบ้าน เพราะปลูกง่าย สะดวกแก่การนำมาใช้ โดยตะไคร้มีลักษณะคือ ลำต้น จะขึ้นเกาะกลุ่มเป็นกอแน่นเป็นพุ่มสูงประมาณ 1 เมตร มีเหง้าใต้ดิน ลำต้นเป็นทรงกระบอก ใบเป็นกาบเรียวยาว ซ้อนกันแน่นหนา โดยโคนต้นจะอวบและค่อยๆ เรียวเล็ก โคนต้นมีสีม่วงหรือขาว มีขนอ่อน ผิวใบสาก เรียวยาว ปลายใบแหลม ขอบใบบางและคม มีเส้นกลางยาวไปตามใบ ดอกจะเป็นช่อมีก้านยาว เป็นพืชที่มักไม่ค่อยออกดอก ทุกส่วนของตะไคร้มีกลิ่นหอมซึ่งเต็มไปด้วยน้ำมันหอมระเหยทั้งสิ้น ตะไคร้ยังแบ่งได้อีกถึง 6 ชนิด คือ ตะไคร้กอ ตะไคร้หางสิงห์ ตะไคร้หอม ตะไคร้น้ำ ตะไคร้หางนาค และตะไคร้ต้น มีถิ่นกำเนิดอยู่ที่ประเทศอินโดนีเซีย ศรีลังกา พม่า อินเดีย คองโก ทวีปอเมริกาใต้และไทย

คุณค่าทางโภชนาการของตะไคร้

ตะไคร้ 100 กรัม ให้พลังงาน 143 กิโลแคลอรี โดยประกอบไปด้วยคาร์โบไฮเดรต 29.7 กรัม, โปรตีน 1.2กรัม, ไขมัน 2.1 กรัม, ใยอาหาร 4.2 กรัม, แคลเซียม 35 มิลลิกรัม, ฟอสฟอรัส 30 มิลลิกรัม, ธาตุเหล็ก 2.6 มิลลิกรัม, น้ำ 65.6 กรัม, วิตามินเอ 43ไมโครกรัม, วิตามินบี1 0.05 มิลลิกรัม, วิตามินบี2 0.02 มิลลิกรัม, วิตามินซี 1 มิลลิกรัม, ไนอะซิน 2.2 มิลลิกรัม และเถ้า 1.4 กรัม

ประโยชน์ของตะไคร้

ตะไคร้เป็นพืชอันทรงคุณค่า เพราะนอกจากนำมาเป็นอาหารแล้ว ยังเป็นสมุนไพรที่มีสรรพคุณในการรักษาโรคได้อีกด้วย ซึ่งประโยชน์ของตะไคร้ก็มีด้วยกันดังนี้

1.ทำให้ระบบย่อยอาหารทำงานดีขึ้น

โฆษณาจาก HonestDocs
รับส่วนลดเพิ่มสูงสุด 40% กว่า 100 โรงพยาบาล เเละคลินิกชั้นนำ
แพ็คเกจตรวจสุขภาพที่เราคัดมาให้ สุขภาพดีได้ไม่ต้องจ่ายเต็ม คลิกเลย

คลิก
Internal ad
สารเคมีที่อยู่ในตะไคร้จะช่วยขับปัสสาวะ ขับสารพิษและกรดยูริกที่มีอยู่ในปัสสาวะให้ออกมาจากร่างกาย นอกจากนี้ ยังช่วยล้างระบบย่อยอาหาร ตับ ตับอ่อน และไตทำให้ระบบย่อยอาหารสะอาดขึ้น สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นนั่นเอง

2.ลดแก๊สในลำไส้

ตะไคร้หากนำมาเป็นชาใช้ดื่มระหว่างวันจะช่วยลดแก๊สในกระเพาะอาหาร ลดอาการท้องอืด ช่วยย่อยอาหารได้ดี ด้วยน้ำมันหอมจากในตะไคร้ มีสารออกฤทธิ์ลดการบีบตัวของลำไส้ จึงช่วยลดการจุกเสียด ช่วยขับลม และยังสามารถยับยั้งการเจริญเติบโตของแบคทีเรียที่ทำให้เกิดท้องเสียได้อีกด้วย

5.ช่วยลดคอเลสเตอรอล

ตะไคร้สามารถที่จะนำมาใช้ในการรักษาระดับคอเลสเตอรอล นอกจากนี้ ยังช่วยป้องกันการสะสมไขมันในเส้นเลือด และทำให้เลือดสามารถที่จะไหลเวียนได้สะดวกง่ายขึ้น

6.ล้างพิษในร่างกาย

ตะไคร้มีคุณสมบัติช่วยกำจัดพิษออกจากร่างกายได้ ซึ่งสามารถที่จะล้างพิษได้ทั้งตับและไต นอกจากนี้ ยังสามารถที่จะช่วยลดระดับกรดยูริก เนื่องจากจะทำให้ปัสสาวะได้บ่อย อีกทั้งยังช่วยกระตุ้นการทำงานของระบบกำจัดสารพิษในร่างกายได้อีกด้วย

7.ป้องกันโรคมะเร็ง

ตะไคร้เป็นตัวช่วยสำคัญในเรื่องการช่วยรักษาเซลล์มะเร็ง แต่ในการรักษาจะไม่ส่งผลกระทบต่อเซลล์ปกติ โดยเฉพาะโรคมะเร็งผิวหนัง แต่ก็ยังมีการทำวิจัยพบว่า ตะไคร้ยังสามารถป้องกันโรคมะเร็งเต้านมได้ด้วยนั่นเอง

8.รักษาความผิดปกติในระบบทางเดินหายใจ

ปัญหาในระบบทางเดินหายใจที่ผิดปกติ สามารถบรรเทาลงได้ด้วยน้ำมันหอมระเหยจากตะไคร้ซึ่งจะมีกลิ่นไอเย็นๆ ออกมา โดยในน้ำมันหอมระเหยจะมีส่วนประกอบของวิตามินซี ที่จะช่วยลดการอุดตันในทางเดินหายใจได้ดีนั่นเอง

9.ช่วยเพิ่มภูมิคุ้มกัน

ตะไคร้จะช่วยในเรื่องของการดูแลระบบภูมิคุ้มกัน ที่สำคัญยังสามารถทำให้ลำไส้สามารถดูดซึมสารอาหารได้ดีมากยิ่งขึ้น เพราะฉะนั้นจึงทำให้กลไกการสร้างภูมิต้านทานแข็งแรงมากยิ่งขึ้นตามไปด้วย

10.ต่อต้านเชื้อรา กลาก และเกลื้อน

เพราะตะไคร้มีสาร Central และ myrcene ที่มีฤทธิ์ยับยั้งเชื้อราได้ จึงสามารถนำตะไคร้ไปสกัดเป็นครีมรักษาอาการผิวหนังดังกล่าว

ตะไคร้ ไอเดียการกินการใช้เพื่อสุขภาพ และข้อควรระวัง

ไอเดียการใช้ตะไคร้เพื่อสุขภาพ

ประโยชน์ของตะไคร้เราสามารถนำมาใช้เพื่อบำบัดอาการทางร่างกายได้ ซึ่งสามารถนำมาใช้บำบัดอาการต่างๆ ได้ดังนี้

1.ซ่อมแซมระบบประสาท หากนำตะไคร้มาทำเป็นน้ำมันหอมระเหยโดยผสมกับน้ำมัน Carrier oil แล้วนำมาใช้ทาลงบนผิวจะช่วยทำให้กล้ามเนื้อรู้สึกผ่อนคลาย หายจากการเป็นตะคริว เป็นการซ่อมแซมและบำรุงระบบประสาทได้เป็นอย่างดี

2.ช่วยรักษาอาการอักเสบ หากมีอาการอักเสบเกิดขึ้นตามส่วนต่างๆ ของร่างกาย ให้นำน้ำมันหอมระเหยตะไคร้มาทาบริเวณที่เกิดอาการปวด คุณสมบัติของตะไคร้จะช่วยให้รู้สึกผ่อนคลายและบรรเทาอาการอักเสบจากอาการปวดต่างๆ ได้ เช่น …

สรรพคุณบอระเพ็ด สมุนไพรรสขม สรรพคุณเป็นยาอายุวัฒนะ

No Comments
สรรพคุณบอระเพ็ด

สรรพคุณบอระเพ็ด คำโบราณที่ว่าไว้ หวานเป็นลม ขมเป็นยา

สรรพคุณบอระเพ็ด เป็นความจริงที่เถียงก็ยาก ดูอย่างบอระเพ็ด สมุนไพรรสขมปี๋ชนิดนี้ ที่ข้างในมีดีอยู่เยอะแยะ มาลองทำความรู้จักสรรพคุณของบอระเพ็ดกันดีกว่า เห็นว่าช่วยลดไข้ แก้ร้อนใน ช่วยให้เจริญอาหาร และยังช่วยบรรเทาได้อีกหลายอาการป่วย

บอระเพ็ด กับความเด็ดที่น่าสนใจ

บอระเพ็ดมีชื่อภาษาอังกฤษว่า Tinospora cordifolia ชื่อวิทยาศาสตร์ของบอระเพ็ดคือ Tinospora crispa (L.) Miers ex Hook.f&Thomson จัดเป็นไม้เถาอยู่ในวงศ์ Menispermaceae และนอกจากชื่อบอระเพ็ดแล้ว ในบ้านเรายังเรียกบอระเพ็ดในอีกหลาย ๆ ชื่อ เช่น ตัวเจตมูลยาน เถาหัวด้วน หางหนู จุ่งจิง เครือเขาฮอ เจตมูลหนาม หรือจุ้งจาลิงตัวแม่

บอระเพ็ด ลักษณะทางพฤกษศาสตร์อย่างเด่น

บอระเพ็ดเป็นไม้เถาเนื้อแข็ง ไม่มีขน ยาวได้ถึง 15 เมตร ลำต้นมีเส้นผ่านศูนย์กลาง 1-2 เซนติเมตร เปลือกเถาหนา 1.5-2.5 มิลลิเมตร ผิวบอระเพ็ดเป็นสีน้ำตาล เนื้อในมีสีเทาแกมเหลือง เถามีลักษณะกลม ผิวเปลือกเถาขรุขระเป็นปุ่มกระจายไปทั่ว และเมื่อแก่จะเห็นปุ่มปมเหล่านี้หนาแน่นและชัดเจนมาก

เปลือกเถาบอระเพ็ดมีรสขม ลอกออกได้ ใบเป็นใบเดี่ยว ออกเรียงสลับ ใบบอระเพ็ดมีลักษณะเป็นรูปหัวใจ ขอบใบเรียบ แผ่นใบเรียบ ก้านใบยาว 8-10 เซนติเมตร ส่วนดอกบอระเพ็ดจะออกตามซอกใบ ดอกแยกเพศอยู่คนละช่อ ลักษณะดอกบอระเพ็ดมีสีเขียวอมเหลือง ดอกขนาดจิ๋ว ผลรูปร่างค่อนข้างกลม มีสีเหลืองหรือสีแดง

บอระเพ็ด สรรพคุณเด็ดดวง

สรรพคุณของบอระเพ็ดหลัก ๆ แล้วจัดเป็นสมุนไพรแก้ไข้ ลดความร้อนในร่างกาย โดยประโยชน์ของบอระเพ็ดสามารถจำแนกได้ ดังนี้

1. แก้ไข้


เถาบอระเพ็ดมีรสขมจัด สรรพคุณช่วยแก้ไข้ทุกชนิด โดยใช้เถาแก่สดหรือต้นสด 2 คืบครึ่ง (30-40 กรัม)

ตำผสมน้ำเล็กน้อย แล้วคั้นเอาแต่น้ำมาดื่ม หรือต้มกับน้ำโดยใช้น้ำ 3 ส่วน เคี่ยวให้เหลือ 1 ส่วน ดื่มเป็นยาขมวันละ 2 ครั้ง ก่อนอาหารเช้า-เย็น หรือเวลามีอาการ

2. ช่วยเจริญอาหาร แก้เบื่ออาหาร
ใช้เถาแก่สดหรือต้นสด 2 คืบครึ่ง (30-40 กรัม) ตำแล้วคั้นเอาแต่น้ำมาดื่ม

หรือต้มกับน้ำโดยใช้น้ำ 3 ส่วน เคี่ยวให้เหลือ 1 ส่วน ดื่มเป็นยาขมวันละ 2 ครั้ง ก่อนอาหารเช้า-เย็น

หรือเวลามีอาการ หรือบดเป็นผง ทำให้เป็นลูกกลอนรับประทานวันละ 2 ครั้ง ก่อนอาหารเช้า, เย็น

3. บำรุงกำลัง
ต้นบอระเพ็ดสามารถนำมาต้มเป็นยาขมดื่มบำรุงกำลัง บำรุงธาตุได้ โดยใช้ต้นบอระเพ็ดล้างสะอาด ประมาณ 2 คืบครึ่ง ตำให้แหลกแล้วมาคั้นเอาแต่น้ำไปดื่มบำรุงกำลัง หรือจะต้มตำรับเดียวกับยาลดไข้ก็ได้เช่นกัน

4. รักษาโรคผิวหนัง ผดผื่นคันตามร่างกาย


ในใบบอระเพ็ดมีสารที่ช่วยรักษาโรคผิวหนัง โดยเฉพาะอาการผดผื่นคัน โดยนำใบบอระเพ็ดล้างสะอาด ตำให้ละเอียด

จากนั้นนำมาพอกตามจุดที่มีผื่นคัน หรือบริเวณผิวที่มีการอักเสบ เพราะสารในใบบอระเพ็ดมีฤทธิ์ต้านอาการอักเสบได้

5. แก้ฝี แก้ฟกช้ำ
ใช้ใบบอระเพ็ดตำให้ละเอียดแล้วมาพอกฝี หรือแก้ฟกช้ำตามส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย

6. เป็นยาอายุวัฒนะ
ส่วนทั้ง 5 ของบอระเพ็ด คือ ราก ต้น ใบ ดอก ผล นำมาปรุงยาอายุวัฒนะได้

ซึ่งจะช่วยแก้ปวดเมื่อย แก้ไข้ ปวดศีรษะ รักษาฟัน รักษาโรคริดสีดวงทวาร

ช่วยให้เจริญอาหาร แก้ฝีมดลูก แก้ร้อนใน ลดความร้อน แก้ดีพิการ แก้เสมหะ บำรุงเลือดลม และแก้ไข้จับสั่น เป็นต้น

7. ลดน้ำตาลในเลือด


ผลการศึกษาจากคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล พบว่า บอระเพ็ดสามารถลดระดับน้ำตาลในเลือดของผู้ป่วยภาวะอ้วนลงพุงที่รับประทานแคปซูลผงบอระเพ็ด ขนาด 250 มิลลิกรัม วันละ 2 ครั้ง หรือยาหลอกเป็นเวลา 2 เดือน ได้อย่างมีนัยสำคัญเมื่อเปรียบเทียบกับระดับน้ำตาลในเลือดของกลุ่มทดลองก่อนรับประทานบอระเพ็ด ทว่าการทดลองเรื่องบอระเพ็ดลดน้ำตาลในเลือดจำเป็นต้องศึกษาลึกไปกว่านี้เพื่อความชัดเจนและถูกต้องของข้อมูล…

สรรพคุณตะไคร้ กับ 3 ประโยชน์ที่ช่วยในเรื่องความงาม กำจัดกลิ่นตัวได้อย่างดีเยี่ยม

No Comments
สรรพคุณตะไคร้

สรรพคุณตะไคร้ สมุนไพรมากประโยชน์ที่เชื่อว่าใคร ๆ

สรรพคุณตะไคร้ ก็ต้องคุ้นเคย ส่วนมากหลายคนนิยมเอามาทำยาสมุนไพรรักษาโรคหรือไม่ก็นำมาประกอบอาหาร ให้มีกลิ่นหอมน่ารับประทานยิ่งขึ้น

แต่รู้หรือไม่ว่า ในด้านความงามแล้ว ตะไคร้ก็มีประโยชน์ไม่น้อยเลยเหมือนกัน ใครที่อยากรู้ว่าตะไคร้จะช่วยในเรื่องความงามได้อย่างไร

วันนี้กระปุกดอทคอมได้นำประโยชน์ของตะไคร้ในเรื่องความงามมาฝากสาว ๆ แล้วค่ะ

คลีนเซอร์มากประโยชน์

หากคุณลองล้างหน้าด้วยผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดผิวหน้าที่มีขายตามท้องตลาดมามากมาย

แต่ผิวหน้ากลับไม่ได้ดีขึ้นอย่างที่โฆษณาเอาไว้ ให้คุณโยนของพวกนั้นทิ้งไป แล้วหันมาทำคลีนเซอร์ล้างหน้าเอง ด้วยของที่หาง่าย ๆ จากในบ้านนี่แหละ

เริ่มจากการนำน้ำผึ้งมาผสมกับน้ำมันทีทรีเพียงเล็กน้อย จากนั้นใส่น้ำมันตะไคร้ลงไปสัก 2 หยดคนให้เข้ากัน

เพื่อให้ผิวแข็งแรงและรูขุมขนหดตัวเล็กลง คุณก็จะได้คลีนเซอร์จากธรรมชาติชั้นดี ที่มีคุณสมบัติทำความสะอาดผิว

ทำให้ผิวชุ่มชื้น ช่วยปรับสีผิวให้สม่ำเสมอ และฆ่าเชื้อแบคทีเรียได้ด้วย

กระชับรูขุมขนไร้ความมัน

สาว ๆ คนไหนที่มีปัญหารูขุมขนกว้าง จนหน้ามันย่องระหว่างวันตลอด ให้ลองมากระชับรูขุมขนด้วยการนำเจลว่านหางจระเข้สด

มาผสมกับสารสกัดจากวิตช์ ฮาเซล​ (Witch Hazel) 1 ช้อนชา จากนั้นก็ใส่น้ำมันตะไคร้ลงไป 2 หยดแล้วคนให้เข้ากัน

นำมาทาให้ทั่วใบหน้าหลังล้างสะอาดแล้ว รอให้ซึมลงในผิว จากนั้นก็ทามอยส์เจอไรเซอร์หรือครีมกันแดดได้ตามปกติเลย

ดับกลิ่นรักแร้ได้ชะงัด

ไม่ว่าผู้หญิงจะสวยจะหุ่นดีมากขนาดไหน แต่หากมีกลิ่นตัวที่รุนแรงจากรักแร้ บอกได้เลยว่าความสวยก็ไม่ช่วยจริง ๆ

หากใครมีปัญหากลิ่นตัวที่แก้ไม่หายซะที ลองนำเบกกิ้งโซดา มาผสมกับน้ำมันตะไคร้ประมาณ 5 หยด

จากนั้นก็นำส่วนผสมนั้นมาทาลงไปผิวรักแร้ที่หมาด ๆ รับรองกลิ่นเหม็นจากรักแร้แค่ไหน ก็เอาอยู่จ้า

โอ้โห … ไม่น่าเชื่อเลยนะเนี่ยว่านอกจากตะไคร้จะช่วยไล่ยุงและนำมาทำอาหารได้แล้ว

ยังช่วยบำรุงผิวให้แข็งแรงและกระชับรูขุมขน แถมยังช่วยดับกลิ่นตัวให้ด้วย ยกนิ้วให้เลยจ้า (^_^)

ขอบคุณแหล่งที่มา https://women.kapook.com

สรรพคุณโหระพา ไม่ธรรมดา แก้ท้องอืด-ท้องเฟ้อ คลายเครียดก็ได้

No Comments
สรรพคุณโหระพา

สรรพคุณโหระพา นอกจากกลิ่นจะหอมมาก ๆ แล้ว โหระพายัง มีประโยชน์ต่อสุขภาพ อีกไม่น้อยเลยนะคะ

สรรพคุณโหระพา ทั้งช่วยขับลม ช่วยให้เจริญอาหาร และสรรพคุณของโหระพาอื่น ๆ อีก

โหระพา เป็นผักและสมุนไพรที่หลาย ๆ คนชื่นชอบเป็นพิเศษ เพราะความหอมเฉพาะตัวที่พอมาอยู่ในอาหารก็ยิ่งเพิ่มอรรถรสให้มีกลิ่นหอมหวนชวนน้ำลายสอมาก ๆ แต่นอกจากความหอมเป็นพิเศษแล้ว โหระพายังมีสรรพคุณทางยาและดีต่อสุขภาพตามนี้เลยค่ะ

โหระพา กลิ่นหอมนักหนา รสชาติก็ดี

โหระพามีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Ocimum basillicum L. เป็นพืชในวงศ์ Labiatae สำหรับชื่อภาษาอังกฤษของโหระพาเรียกกว่า Sweet Basil ส่วนบ้านเราก็เรียกโหระพากันเป็นส่วนใหญ่ โหระพามีถิ่นกำเนิดในทวีปเอเชียและแอฟริกา โดยเป็นพืชพื้นเมืองของอินเดีย แต่กลับไปแพร่หลายในประเทศฝั่งตะวันตกและเอเชีย

โหระพาเป็นพืชตระกูลเดียวกับกะเพราและแมงลัก แต่มีกลิ่นและรสที่ต่างกัน โดยโหระพาถือว่าเป็นสมุนไพรที่มีความเก่าแก่ เพราะรากศัพท์ของโหระพาในภาษาอังกฤษมาจากคำว่า basileus ซึ่งเป็นภาษากรีก แปลว่า ราชา หรือผู้นำของปวงชน อีกทั้งชื่ออื่น ๆ ของโหระพาในแถบยุโรปยังมีรากศัพท์มาจากคำว่าราชาแทบจะทั้งสิ้น นอกจากนี้ยังเชื่อกันว่า โหระพาเป็นส่วนประกอบของสมุนไพรที่ราชวงศ์ยุโรปโบราณใส่ในน้ำอาบอีกด้วยค่ะ

โหระพา ลักษณะทางพฤษศาสตร์ที่คล้ายกับสมุนไพรหลายตัว

โหระพาเป็นไม้ล้มลุก ความสูงของลำต้นประมาณ 0.5-1 เมตร ลำต้นเป็นสี่เหลี่ยม กิ่งอ่อนสีม่วงอมแดง ใบโหระพาเป็นใบเดี่ยว ทรงรูปรีหรือรูปไข่ ใบกว้าง 3-4 เซนติเมตร ยาว 4-6 เซนติเมตร ปลายแหลม โคนมน ขอบจักเป็นฟันเลื่อยห่าง ๆ บนใบมีขนปกคลุมลามไปถึงลำต้น ใบโหระพามีน้ำมันหอมระเหยจึงทำให้มีกลิ่นหอมเฉพาะตัว

ดอกโหระพามีสีขาวหรือชมพูอ่อน ออกเป็นช่อที่ปลายกิ่ง ช่อดอกยาว 7-12 เซนติเมตร บริเวณดอกมีใบประดับสีเขียวอมม่วง กลีบดอกมีโคนเชื่อมกัน ปลายแยกเป็น 2 ส่วน ส่วนผลโหระพาเป็นผลขนาดเล็ก เมล็ดเล็กเท่าเมล็ดงา ออกสีน้ำตาลเข้ม

โหระพา ประโยชน์และสรรพคุณทางยาที่น่าสนใจ

นอกจากโหระพาจะมีกลิ่นหอม ช่วยทำให้อาหารน่ากินแล้ว สรรพคุณของโหระพายังมีตามนี้เลยค่ะ

1. แก้ปวดฟัน

น้ำมันหอมระเหยจากใบโหระพามีส่วนช่วยลดอาการปวดและแก้อักเสบ โดยให้คั้นน้ำจากใบแล้วเอาสำลีก้อนเล็ก ๆ ชุบน้ำคั้นจากใบแล้วอุดโพรงฟันที่ปวด แก้ปวดฟัน

2. ช่วยให้เจริญอาหาร

กลิ่นหอมจากน้ำมันหอมระเหยที่มีอยู่ในใบโหระพามีสรรพคุณช่วยขับลม ทำให้เจริญอาหาร

3. แก้ปวดหัว แก้หวัด

น้ำมันหอมระเหยจากใบโหระพายังแก้อาการปวดหัว และแก้หวัดได้ด้วยนะคะ โดยใช้ยอดอ่อนต้มกับน้ำดื่มเป็นชา หรือกินเป็นผักสด

4. แก้ไอ

คั้นน้ำจากใบโหระพาประมาณ 2-4 กรัม แล้วนำน้ำโหระพามาผสมน้ำผึ้งเล็กน้อย จิบแก้ไอและหลอดลมอักเสบได้ หรือจะใช้ใบโหระพาร่วมกับขิงก็ได้เช่นกันค่ะ

5. ช่วยย่อยอาหาร แก้ท้องอืด-ท้องเฟ้อ

ใบโหระพาช่วยขับลมในลำไส้ แก้ท้องอืด ท้องเฟ้อ แก้คลื่นไส้ อาเจียน โดยนำใบโหระพาล้างสะอาด 20 ใบ ชงน้ำร้อนแล้วจิบเป็นชา

6. แก้บิด ช่วยระบาย

เมล็ดของโหระพามีเมือกที่ช่วยหล่อลื่นลำไส้ ช่วยเพิ่มปริมาณกากใยอาหารทำให้ขับถ่ายได้ง่ายขึ้น โดยใช้เมล็ดโหระพาแช่น้ำ กินแก้ปวดท้องบิด ช่วยระบาย

7. ช่วยให้ความรู้สึกสงบ

น้ำมันโหระพามีกลิ่นหอมหวาน มีคุณสมบัติช่วยให้เกิดความรู้สึกสงบเมื่อสูดดม ช่วยให้มีสมาธิ และลดอาการซึมเศร้า

8. โหระพา ไล่ยุงได้อยู่หมัด

ยุงจัดเป็นพาหะนำโรคติดต่ออันตรายอย่างโรคไข้เลือดออก โรคเท้าช้าง และยังทำให้เกิดอาการคันเมื่อโดนยุงกัดอีกด้วยนะคะ แต่หากใครอยากไล่ยุง กลิ่นและน้ำมันที่อยู่ในโหระพาจะช่วยไล่ยุงได้ อีกทั้งหากเก็บใบโหระพามาต้มในน้ำเปล่า 110 มิลลิลิตร ประมาณ 2-3 ชั่วโมง แล้วเติมวอดก้าขนาด 110 มิลลิลิตร ผสมลงไป จากนั้นเทใส่ขวดสเปรย์ ก็จะได้สเปรย์ไล่ยุงจากโหระพาที่สามารถใช้ฉีดตามตัว (ยกเว้นบริเวณใบหน้า ตา จมูก และปาก) เพื่อป้องกันยุงเมื่อออกข้างนอกได้ด้วย

9. ฆ่าเชื้อสิว

ผลการศึกษาจากมหาวิทยาลัยนเรศวร พบว่า สารสกัดเอทานอลของใบโหระพามีฤทธิ์ยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อแบคทีเรียที่เป็นสาเหตุของการเกิดสิวได้ดีที่สุด เมื่อเทียบกับพืชตระกูลโหระพาอื่น ๆ เช่น กะเพรา เป็นต้น

โหระพา อันตรายก็มี

มีข้อควรระวังในการใช้น้ำมันหอมระเหยจากโหระพาในการทำสปาด้วยนะคะ โดยน้ำมันหอมระเหยจากโหระพาอาจทำให้เกิดอาการแพ้ง่าย ดังนั้นสตรีมีครรภ์ควรหลีกเลี่ยงในการใช้น้ำมันหอมระเหยจากโหระพาด้วยนะคะ

โหระพากับแมงลัก ต่างกันนะ

หลายคนสับสนระหว่างใบโหระพา ใบกะเพรา และใบแมงลัก เนื่องจากลักษณะใบจะมีความคล้ายคลึงกัน และแม้โหระพาจะเป็นพืชตระกูลเดียวกับกะเพราและแมงลัก แต่ก็มีความแตกต่างกันค่อนข้างมาก โดยเฉพาะกลิ่นของสมุนไพรทั้ง 3 ชนิด จะมีความหอมที่แตกต่างกันชัดเจน เพราะมีน้ำมันหอมระเหยคนละชนิดกันนั่นเอง

ขอบคุณแหล่งที่มา https://health.kapook.com

สรรพคุณของสมุนไพร ขมิ้นชัน

No Comments
เหง้า

เหง้า

สรรพคุณทางยาของ ขมิ้นชัน กัน ส่วนที่ใช้ก็คือ เหง้า

ที่มีรสฝาดนั่นเอง โดยเหง้ามีฤทธิ์ฆ่าเชื้อแบคทีเรีย เชื้อรา ลดการอักเสบ และมีฤทธิ์ในการขับน้ำดี ต้านอนุมูลอิสระป้องกันการเกิดมะเร็งในตับ ช่วยบำรุงตับ นอกจากนี้ ยังมีสารอาหารหลายชนิด ทั้งวิตามินเอ วิตามินซี วิตามินอี และเกลือแร่ต่าง ๆ
ส่วนน้ำมันหอมระเหยในขมิ้นชัน ก็มีสรรพคุณบรรเทาอาการปวดท้อง ท้องอืด แน่นจุกเสียดได้ด้วย จึงนิยมนำขมิ้นมาใช้สมานแผลในกระเพาะอาหาร ทำความสะอาดลำไส้ รักษาโรคกระเพาะอาหาร
การศึกษาวิจัยเพิ่มเติมยังพบว่า ขมิ้นมีสรรพคุณบำรุงร่างกายอีกหลายอย่าง ทั้งช่วยรักษาระบบทางเดินหายใจที่ผิดปกติ หืด ไอ เวียนศีรษะ รักษาอาการปวดและอักเสบเนื่องจากไขข้ออักเสบ เพิ่มภูมิคุ้มกันให้แก่ร่างกาย ช่วยขับน้ำนมสตรีหลังคลอดบุตร

ขอขอบคุณแหล่งที่มา sites.google.com