ผู้เขียน: TURNER

สมุนไพรหญ้าเกล็ดหอย

No Comments
สมุนไพรหญ้าเกล็ดหอย

สมุนไพรหญ้าเกล็ดหอย

สมุนไพรหญ้าเกล็ดหอย

สมุนไพรหญ้าเกล็ดหอย ชื่อวิทยาศาสตร์ Drymaria cordata (L.) Willd. ex Schult. จัดอยู่ในวงศ์ CARYOPHYLLACEAE

มีชื่อเรียกอื่นว่า เกล็ดหอย (ไทย), ผักตั้ง (ลั้วะ) เป็นต้น

ลักษณะของหญ้าเกล็ดหอย
ต้นหญ้าเกล็ดหอย จัดเป็นพรรณไม้หรือวัชพืชล้มลุก ลำต้นทอดเลื้อยแผ่ไปตามพื้นดิน แตกแขนงมาก บริเวณที่สัมผัสดินหรือข้อต่อจะออกราก มีความสูงได้ประมาณ 15-30 เซนติเมตร ลำต้นมีลักษณะเรียวยาว ผิวลำต้นเรียบ ขยายพันธุ์โดยใช้เมล็ด พบได้บ้างเล็กน้อยทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือและทางภาคใต้ของประเทศไทย ชอบสภาพชุ่มชื้นในไร่ชา กาแฟ และสวนผลไม้

ใบหญ้าเกล็ดหอย ใบเป็นใบเดี่ยว ออกเรียงตรงข้ามกัน ลักษณะของใบเป็นรูปไข่ รูปค่อนข้างกลม หรือรูปไต โคนใบเรียวแหลมเป็นรูปสามเหลี่ยม ใบมีขนาดกว้างประมาณ 1-2.5 เซนติเมตร ก้านใบสั้น

ดอกหญ้าเกล็ดหอย ออกดอกเป็นช่อแบบซี่ร่ม เป็นกระจุกแน่น ช่อละประมาณ 3-10 ดอก โดยจะออกตามซอกใบและที่ปลายกิ่ง กลีบดอกเป็นสีขาว มีขนาดเล็ก ดอกจะออกในช่วงประมาณเดือนตุลาคมถึงเดือนมีนาคม

ผลหญ้าเกล็ดหอย ผลเป็นผลแห้ง แตกออกได้เป็น 3 ฝา ผนังผลบาง ผลมีขนเหนียวปกคลุมเช่นเดียวกับดอก เมื่อผลแก่จะหลุดร่วงไปพร้อมกับก้านดอก และภายในผลจะมีเมล็ดลักษณะเป็นรูปกลมแบนผิวขรุขระประมาณ 1-8 เมล็ด

สรรพคุณของหญ้าเกล็ดหอย
ยาพื้นบ้านล้านนาจะใช้ทั้งต้นหญ้าเกล็ดหอย นำมาตำพอกข้อมือ ข้อเท้าสลับข้างกัน เป็นยาแก้ไข้ (ทั้งต้น)
ทั้งต้นนำมาตากให้แห้งขยี้ผสมกับม้ามหมู ห่อด้วยใบตองปิ้งกินแก้ม้ามโต (ทั้งต้น)
ใช้เป็นยาแก้บวม แก้แผลฟกช้ำ (ทั้งต้น)
ข้อมูลทางเภสัชวิทยาของเกล็ดหอย
สารสกัดจากทั้งต้นเกล็ดหอยด้วยเมทานอล มีฤทธิ์ฆ่าเชื้อหนองและเชื้อกลากในหลอดทดลองได้
ประโยชน์ของหญ้าเกล็ดหอย
ชาวลั้วะจะใช้ยอดอ่อนนำมาลวกเป็นผักจิ้มกับน้ำพริก

ขอบคุณแหล่งที่มา https://medthai.com/

สมุนไพรเกล็ดปลา

No Comments
สมุนไพรเกล็ดปลา

สมุนไพรเกล็ดปลา

สมุนไพรเกล็ดปลา

สมุนไพรเกล็ดปลา ชื่อวิทยาศาสตร์ Phyllodium longipes (Craib) Schindl. (ชื่อพ้องวิทยาศาสตร์ Desmodium longipes Craib, Desmodium tonkinense Schindl.) จัดอยู่ในวงศ์ถั่ว (FABACEAE หรือ LEGUMINOSAE) และอยู่ในวงศ์ย่อยถั่ว FABOIDEAE (PAPILIONOIDEAE หรือ PAPILIONACEAE)

มีชื่อท้องถิ่นอื่น ๆ ว่า ลูบตีบต้น (เชียงใหม่), เกล็ดลิ่นใหญ่ (นครราชสีมา), เกล็ดปลา (กาญจนบุรี), กาสามปีกใหญ่ (สร) เป็นต้น

ลักษณะของเกล็ดปลา
ต้นเกล็ดปลา จัดเป็นพรรณไม้พุ่ม มีความสูงได้ประมาณ 1.5-2.5 เมตร ลำต้นตั้งตรง แตกกิ่งก้านโปร่ง ตามกิ่งอ่อนและยอดอ่อนมีขนนุ่ม ปลายกิ่งย้อยลง ขยายพันธุ์ด้วยเมล็ด พบขึ้นในจีนตอนใต้จนถึงมาเลเซีย โดยมักขึ้นตามป่าเบญจพรรณ ป่าผลัดใบที่ชื้น และป่าดงดิบ ที่ระดับความสูงประมาณ 400-800 เมตร

ใบเกล็ดปลา ใบเป็นใบประกอบแบบขนนก เรียงสลับ มีใบย่อย 3 ใบ ลักษณะของใบย่อยที่อยู่ตรงกลางจะเป็นรูปไข่แกมรูปหอก หรือรูปไข่แกมขอบขนาน ปลายใบแหลม โคนใบมนถึงหยักเว้าเล็กน้อย ด้านล่างมีขนนุ่มแน่น มีขนาดกว้างประมาณ 5-8 เซนติเมตร และยาวประมาณ 8-12 เซนติเมตร ส่วนใบย่อยด้านข้างจะมีขนาดเล็กกว่าเล็กน้อย โดยจะมีขนาดกว้างประมาณ 3-4 เซนติเมตร และยาวประมาณ 6-8 เซนติเมตร ขอบใบเรียบ หลังใบและท้องใบมีขน ก้านใบย่อยยาวได้ประมาณ 1.5-2 เซนติเมตร

ดอกเกล็ดปลา ออกดอกเป็นช่อกระจุกตามซอกใบที่ปลายกิ่ง กลุ่มละ 5-15 ดอก ดอกมีใบประดับลักษณะคล้ายเกล็ดปลาขนาดใหญ่ประกบหุ้มไว้ 2 ใบ ทั้งสองด้าน รูปกลมรี มีขนาดกว้างประมาณ 2-3.5 เซนติเมตร และยาวประมาณ 2.5-4.5 เซนติเมตร มีสีเขียวไม่เข้มมาก ประกบซ้อนกัน ลักษณะเป็นรูปทรงกระบอกยาวหรือรูปแท่งย้อยออกมา กลีบดอกย่อยเป็นสีขาว ลักษณะเป็นรูปดอกถั่ว มีขนาดเล็ก
ดอกเกล็ดปลา

ผลเกล็ดปลา ผลมีลักษณะเป็นฝักแบนยาว รูปขอบขนาน คอดเป็นข้อ ๆ ระหว่างเมล็ดประมาณ 2-5 ข้อ เมื่อแห้งจะหลุดเป็นข้อ ๆ ฝักมีขนาดกว้างประมาณ 4 มิลลิเมตร และยาวประมาณ 0.7-2.5 เซนติเมตร ผิวฝักมีขนขึ้นปกคลุม เมล็ดมีขนาดเล็กและแข็ง มีลักษณะเป็นรูปไต

สรรพคุณของเกล็ดปลา
รากเกล็ดปลา ใช้ผสมกับรากกระดูกอึ่ง รากกาสามปีกใหญ่ รากโมกมัน และรากหางหมาจอก ใช้ต้มดื่มเป็นยาแก้คุณไสย (มีอาการผอมแห้ง ใจสั่น บางเวลาเพ้อคลั่ง และร้องไห้) (ราก)
หมอยาพื้นบ้านจังหวัดมุกดาหารจะใช้รากเป็นยาแก้ไข้ (ราก)
ใบมีรสจืด ใช้ต้มดื่มเป็นยาแก้ไข้ แก้ไข้จับสั่น (ใบ)
หมอยาพื้นบ้านจังหวัดอุบลราชธานี จะใช้รากต้มกับน้ำดื่มเป็นยาแก้ริดสีดวงทวาร (ราก)
ใบใช้ต้มดื่มเป็นยาแก้ปัสสาวะดำ (ใบ)
รากมีรสจืดเฝื่อน ใช้ต้มกับน้ำดื่มเป็นยาแก้โรคตับพิการ (อาการผิดปกติของตับ) (ราก)
เปลือกรากมีรสจืดเฝื่อน ใช้ตำพอกแก้ปวด แก้เคล็ดบวม (เปลือกราก)
ประโยชน์ของเกล็ดปลา
สามารถนำมาปลูกเป็นไม้ประดับตามสวนได้ ให้รูปทรงสวยงามดูแปลกตา

ขอบคุณแหล่งที่มา https://medthai.com

สมุนไพรกำจาย

No Comments
สมุนไพรกำจาย

สมุนไพรกำจาย

สมุนไพรกำจาย

สมุนไพรกำจาย ชื่อสามัญ Teri Pods

กำจาย ชื่อวิทยาศาสตร์ Caesalpinia digyna Rottler จัดอยู่ในวงศ์ถั่ว (FABACEAE หรือ LEGUMINOSAE) และอยู่ในวงศ์ย่อยราชพฤกษ์ (CAESALPINIOIDEAE หรือ CAESALPINIACEAE)

มีชื่อท้องถิ่นอื่น ๆ ว่า กระจาย ขี้คาก (แพร่), มะหนามจาย (ตาก), หนามหัน (จันทบุรี), หนามแดง (ตราด), จิงจ่าย งาย ฮายปูน (นครศรีธรรมราช), ฮาย (สงขลา), งาย (ปัตตานี), ขี้แรด (ภาคกลาง), ฮาย ฮายปูน (ภาคใต้), มะเบ๋น (เงี้ยว-ภาคเหนือ), ตาฉู่แม สื่อกีพอ (กะเหรี่ยง-แม่ฮ่องสอน) เป็นต้น

ลักษณะของกำจาย
ต้นกำจาย จัดเป็นพรรณไม้พุ่มรอเลื้อย มีความสูงได้ประมาณ 2.5-10 เมตร ลำต้นและก้านใบมีหนามแหลมแข็งและโค้งคล้ายหนามกุหลาบ ตามกิ่งอ่อนมีขนสั้นขึ้นปกคลุม ขยายพันธุ์ด้วยเมล็ด พบขึ้นตามป่าเบญจพรรณและตามชายป่าทั่วทุกภาคของประเทศไทย พบได้มากที่จังหวัดเชียงใหม่, แม่ฮ่องสอน, แพร่, เลย, ขอนแก่น, นครราชสีมา, กาญจนบุรี, ราชบุรี, กรุงเทพมหานคร, ชลบุรี, ปราจีนบุรี, จันทบุรี, เพชรบุรี, ประจวบคีรีขันธ์, สุราษฎร์ธานี, นครศรีธรรมราช และปัตตานี ส่วนในต่างประเทศมีเขตการกระจายพันธุ์ในจีนตอนใต้ อินเดีย เนปาล ศรีลังกา พม่า ภูมิภาคอินโดจีน และในมาเลเซีย
ใบกำจาย ใบเป็นใบประกอบแบบขนนกสองชั้น ออกเรียงสลับ ก้านใบประกอบยาวประมาณ 15-20 เซนติเมตร มีใบย่อยประมาณ 8-12 คู่ ออกเรียงตรงข้ามกัน ลักษณะของใบเป็นรูปขอบขนาน ปลายใบมน โคนใบเบี้ยว ใบย่อยมีขนาดกว้างประมาณ 3-4 มิลลิเมตร และยาวประมาณ 8-12 มิลลิเมตร แผ่นใบเป็นสีเขียวสด ก้านใบย่อยมีขนาดสั้นมาก ใบอ่อนมีขนนุ่ม แต่พอใบแก่จะร่วงหมด หูใบเรียวแคบ ยาวประมาณ 2 มิลลิเมตร ร่วงได้ง่าย
ดอกกำจาย ออกดอกเป็นช่อกระจะ โดยจะออกตามง่ามใบและที่ปลายกิ่ง ยาวประมาณ 15-20 เซนติเมตร ก้านดอกยาวประมาณ 1.5-2.5 เซนติเมตร ดอกย่อยมีขนาดเล็กและมีจำนวนมาก กลีบดอกมี 5 กลีบ เป็นสีเหลืองสด มีขนาดไม่เท่ากัน แต่ละกลีบค่อนข้างกลม ปลายหยักเว้า เมื่อดอกบานเต็มที่จะมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 5-7 มิลลิเมตร ส่วนกลีบเลี้ยงดอกมี 5 กลีบ แต่ละกลีบมีขนาดไม่เท่ากัน กลีบด้านนอกจะมีขนาดใหญ่กว่ากลีบชั้นอื่น โคนกลีบเลี้ยงเชื่อมติดกันเป็นรูปถ้วยตื้น ๆ ดอกมีเกสรเพศผู้ 10 อัน ก้านชูอับเรณูมีขนเป็นปุย รังไข่เกลี้ยงหรือมีขนขึ้นประปราย มีออวุล 3-4 เม็ด สามารถออกดอกได้ตลอดทั้งปี แต่จะออกดอกมากในช่วงประมาณเดือนกรกฎาคมถึงเดือนตุลาคม เมื่อออกดอกดกเต็มต้นจะมีความสวยงามอร่ามน่าชมยิ่งนัก
ผลกำจาย ผลมีลักษณะเป็นฝักแบน ลักษณะของฝักเป็นรูปรีแกมขอบขนาน ตรงกลางป่องเล็กน้อย ปลายเป็นจะงอย ขอบเป็นสัน ฝักมีขนาดกว้างประมาณ 1.5-2 เซนติเมตร และยาวประมาณ 3.5-5 เซนติเมตร ก้านสั้น ฝักดิบเป็นสีเขียว เมื่อแก่จะเปลี่ยนเป็นสีดำ และไม่แตกอ้า เมล็ดมีประมาณ 2-3 เมล็ด เมล็ดเป็นสีน้ำตาลมีลักษณะค่อนข้างกลม มีขนาดกว้างประมาณ 9 มิลลิเมตร และยาวประมาณ 12 มิลลิเมตร ออกผลในช่วงประมาณเดือนพฤศจิกายนถึงเดือนมกราคม

สรรพคุณของกำจาย
ตำรายาไทยจะใช้รากนำมาต้มกับน้ำดื่มเป็นยาแก้ไข้ตัวร้อน (ราก)
ผลหรือฝักใช้ต้มดื่มเป็นยาแก้ท้องร่วงได้ดีมาก (ผล)
รากใช้ปรุงเป็นยาขับประจำเดือนของสตรี (ราก)
ตำรายาพื้นบ้านภาคอีสานจะใช้รากกำจายผสมกับรากมะขามป้อม นำมาต้มกับน้ำดื่มเป็นยาแก้กามโรค (ราก)
ทั้งต้นใช้ต้มให้สัตว์เลี้ยงกินเป็นยาแก้พิษงู (ทั้งต้น)
รากใช้ตำพอกเป็นยาถอนพิษจากแมลงสัตว์กัดต่อย ขับพิษงู ช่วยดับพิษ แก้ปวดฝีทุกชนิด และช่วยดับพิษฝี (ราก)
รากใช้ตำพอกเป็นยารักษาแผลสด แผลเรื้อรัง และแผลเปื่อยได้เด็ดขาดนัก (ราก)
ผลหรือฝักสดของต้นกำจายมีรสฝาด นำมาตำให้ละเอียดห่อด้วยผ้าขาวบางคั้นเอาน้ำมาใช้ชะล้างแผลสด …

สมุนไพรกัลปพฤกษ์

No Comments
สมุนไพรกัลปพฤกษ์

สมุนไพรกัลปพฤกษ์

สมุนไพรกัลปพฤกษ์

สมุนไพรกัลปพฤกษ์ ชื่อสามัญ Wishing Tree, Pink Shower, Pink cassia, Pink and White Shower Tree

กัลปพฤกษ์ ชื่อวิทยาศาสตร์ Cassia bakeriana Craib (ชื่อพ้องวิทยาศาสตร์ Cassia bakerana Craib) จัดอยู่ในวงศ์ถั่ว (FABACEAE หรือ LEGUMINOSAE) และอยู่ในวงศ์ย่อยราชพฤกษ์ (CAESALPINIOIDEAE หรือ CAESALPINIACEAE) มีชื่อท้องถิ่นอื่น ๆ ว่า เปลือกขม (ปราจีนบุรี), แก่นร้าง (จันทบุรี), กานล์ (เขมร-สุรินทร์), กาลพฤกษ์ กัลปพฤกษ์ (ภาคกลาง), กัลปพฤกษ์ ชัยพฤกษ์ (ภาคเหนือ) เป็นต้น

หมายเหตุ : กัลปพฤกษ์ เป็นต้นไม้ประจำจังหวัดขอนแก่น

ลักษณะของกัลปพฤกษ์
ต้นกัลปพฤกษ์ จัดเป็นพรรณไม้ยืนต้นผลัดใบขนาดเล็กถึงขนาดกลาง สูงได้ประมาณ 5-15 เมตร มีความสูงโดยเฉลี่ยประมาณ 12 เมตร เรือนยอดแผ่กว้าง แต่ไม่หนาแน่นทึบ แตกกิ่งต่ำและทอดกิ่งยาวขึ้นสู่ด้านบน เปลือกต้นด้านนอกเรียบเป็นสีเทา ส่วนเนื้อไม้เป็นสีเหลืองถึงสีน้ำตาล บริเวณยอดและกิ่งอ่อนมีขนอ่อนขึ้นปกคลุมหนาแน่น นิยมขยายพันธุ์ด้วยวิธีการนำเมล็ดมาเพาะเป็นต้นกล้า ขึ้นได้ในดินทั่วไป สามารถขึ้นได้ในพื้นที่ที่ดินไม่ค่อยสมบูรณ์ ชอบความชื้นปานกลาง แสงแดดแบบเต็มวัน พรรณไม้ชนิดนี้มีถิ่นกำเนิดในแถบประเทศพม่า ไทย ลาว เขมร เวียดนาม ในประเทศไทยพบขึ้นได้ตามป่าแดง ป่าโคก ป่าเต็งรัง และป่าเบญจพรรณแล้งทางภาคเหนือ ภาคตะวันออก และภาคตะวันออกเฉียงเหนือทั่วไป (บางครั้งพบอยู่บนเทือกเขาหินปูนที่แห้งแล้ง) ที่ระดับความสูงประมาณ 300-1,000 เมตร

ใบกัลปพฤกษ์ ใบเป็นใบประกอบแบบขนนกปลายคู่ เรียงสลับ เป็นช่อยาวประมาณ 15-40 เซนติเมตร ก้านช่อใบยาวประมาณ 2-4 เซนติเมตร มีใบย่อยประมาณ 5-8 คู่ เรียงจากเล็กไปหาใหญ่ ลักษณะของใบย่อยเป็นรูปขอบขนานถึงรูปใบหอก ปลายใบกลม บางครั้งมีติ่งสั้น ๆ อยู่ตรงปลายสุด โคนใบบนและเบี้ยวเล็กน้อย ส่วนขอบใบเรียบ มีขนาดกว้างประมาณ 1.5-3 เซนติเมตร และยาวประมาณ 4-9 เซนติเมตร แผ่นใบบาง เส้นแขนงใบมีข้างละ 7-9 เส้น เนื้อใบมีขนละเอียดนุ่มขึ้นปกคลุมทั้งสองด้าน โดยบริเวณด้านท้องใบจะมีขนขึ้นหนาแน่นมากกว่าด้านหลังใบ

ดอกกัลปพฤกษ์ ออกดอกเป็นช่อกระจะตามกิ่งพร้อมกับแตกใบอ่อน ช่อดอกไม่แตกแขนง ยาวได้ประมาณ 5-10 เซนติเมตร มีขนสีเหลืองขึ้นปกคลุม ช่อดอกจะออกแน่นเป็นกลุ่มตลอดกิ่ง ก้านดอกยาวได้ประมาณ 4-6 เซนติเมตร ดอกมีใบประดับที่มีลักษณะเป็นรูปใบหอกชัดเจน มีขนาดกว้างประมาณ 7 มิลลิเมตร และยาวประมาณ 0.7-1.2 เซนติเมตร เมื่อเริ่มบานดอกจะเป็นสีชมพู แล้วจะเปลี่ยนเป็นสีชมพูเรื่อ ๆ จนถึงสีขาวเมื่อใกล้ร่วงโรย กลีบเลี้ยงดอกมี 5 กลีบ มีลักษณะเป็นรูปใบหอกแกมรูปไข่ ปลายกลีบแหลม มีขนาดกว้างประมาณ 2-3 มิลลิเมตร และยาวประมาณ 9-12 มิลลิเมตร มีขนนุ่มปกคลุมทั้งสองด้าน ส่วนกลีบดอกมี 5 กลีบเช่นกัน มีลักษณะเป็นรูปใบหอกแกมรูปไข่ ปลายมน โคนเรียวแคบ มีขนาดกว้างประมาณ 2-2.5 เซนติเมตร และยาวประมาณ 4-5.5 เซนติเมตร ที่โคนกลีบดอกจะคอดเข้าหากันเป็นก้านแคบ ๆ ยาวได้ประมาณ 5 มิลลิเมตร กลางดอกมีเกสรเพศผู้สีเหลือง เกสรเพศผู้มี 10 อัน มีขนาดไม่เท่ากัน แบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม กลุ่มแรกมี 3 อัน ก้านชูอับเรณูยาวประมาณ 3.5-5 เซนติเมตร กลุ่มที่ 2 จะมี 4 อัน ก้านชูอับเรณูยาวเพียงครึ่งหนึ่งของกลุ่มแรก ส่วนกลุ่มที่ 3 มี 3 อัน อับเรณูมีขนาดเล็กมาก ก้านชูอับเรณูยาวได้ประมาณ 1-1.5 เซนติเมตร มีรังไข่เรียวโค้งยาวประมาณ 4 …

สมุนไพรกัญชาเทศ

No Comments
สมุนไพรกัญชาเทศ

สมุนไพรกัญชาเทศ

สมุนไพรกัญชาเทศ

สมุนไพรกัญชาเทศ ชื่อสามัญ Motherworth, Siberian Motherwort, Greasy-bush, Lion’s Tail, Honeyweed เป็นต้น

กัญชาเทศ ชื่อวิทยาศาสตร์ Leonurus sibiricus L. จัดอยู่ในวงศ์กะเพรา (LAMIACEAE หรือ LABIATAE)

มีชื่อเรียกอื่นว่า ส่าน้ำ (เลย), กัญชาเทศ (ราชบุรี), ซ้าซา (นครพนม), เอิยะบ่อเช่า (จีนแต้จิ๋ว), อี้หมูเฉ่า (จีนกลาง) เป็นต้น

ลักษณะของกัญชาเทศ
ต้นกัญชาเทศ จัดเป็นพรรณไม้ล้มลุก มีอายุประมาณ 1-2 ปี ลำต้นมีความสูงได้ประมาณ 60-180 เซนติเมตร ลำต้นเป็นสี่เหลี่ยมตั้งตรง แตกกิ่งก้านเล็กน้อย มีขนเล็ก ๆ ขึ้นตามต้น เมื่อออกดอกแล้วต้นจะตาย

ใบกัญชาเทศ ใบเป็นใบคู่ คล้ายใบกัญชา แต่มีขนาดใหญ่และหนากว่า ขอบใบหยักตื้นประมาณ 5-9 หยัก ปลายใบแหลม ใบที่อยู่โคนต้นขอบใบจะไม่หยักมากหรือมีขอบใบเรียบ ใบมีขนาดกว้างประมาณ 4-5 เซนติเมตร และยาวประมาณ 5-7 เซนติเมตร ก้านใบยาว

ดอกกัญชาเทศ ออกดอกเป็นช่อ ดอกจะออกจากปลายกิ่งหรือง่ามใบ ดอกเป็นสีชมพูม่วงหรือสีม่วงแดง ขนาดเล็ก ปลายกลีบดอกมี 5 หยัก กลีบดอกยาวประมาณ 9-12 มิลลิเมตร ดอกมีเกสรเพศผู้ 4 อัน

ผลกัญชาเทศ ผลเป็นผลแห้ง ไม่แตก เมื่อสุกจะเป็นสีดำ ลักษณะของผลเป็นรูปทรงสามเหลี่ยม ภายในมีเมล็ด

หมายเหตุ : ต้นกัญชาเทศจะมีอยู่ด้วยกัน 2 ชนิด คือ Leonurus sibiricus L. (ใบเล็ก), Leonuras heterophyllus Sweet (ใบใหญ่มีดอกขาว) โดยทั้งสองจะมีสรรพคุณทางยาเหมือนกัน สามารถนำมาใช้แทนกันได้ แต่ในประเทศไทยและจีนจะนิยมใช้ชนิดแรกมากกว่า

สรรพคุณของกัญชาเทศ
ทั้งต้นและเมล็ดมีรสหอมขมและเผ็ดเล็กน้อย เป็นยาเย็น มีสรรพคุณเป็นยาบำรุง ช่วยบำรุงกำลัง บำรุงหัวใจ ฟอกเลือด ช่วยขับลม ใช้เป็นยาขับปัสสาวะ แก้ปัสสาวะเป็นเลือด ขับประจำเดือน แก้ประจำเดือนมาไม่ปกติ บรรเทาอาการปวดประจำเดือนเนื่องจากหลอดเลือดของมดลูกมีการอุดตันและเป็นสาเหตุทำให้ปวดประจำเดือน ช่วยแก้อาการปวดท้องหลังคลอดบุตร ช่วยขับน้ำคาวปลาหลังการคลอดบุตร และมีผลทำให้มดลูกเข้าอู่เร็วขึ้น ช่วยขับน้ำเหลืองเสีย รักษาไตอักเสบในเบื้องต้น แก้บวมน้ำ และใช้เป็นยาแก้ปวดเมื่อย โดยส่วนมากจะนิยมใช้ใบมากกว่าราก (ทั้งต้นเหนือดิน)

เมล็ดกัญชาเทศมีรสหวานและฉุน ใช้เป็นยาลดความดันโลหิตสูง แก้ประจำเดือนไม่ปกติ ช่วยขับประจำเดือน ขับน้ำเหลืองเสีย และรักษาแผลต่าง ๆ (เมล็ด)
รากและใบใช้เป็นยาแก้ไข้ แก้อาการปวดศีรษะ และเป็นยาขับลม (รากและใบ)
ตำรายาพื้นบ้านจะใช้ทั้งต้นที่อยู่เหนือดิน 3-4 กิ่ง เติมน้ำ 3 ถ้วย ต้มพอให้เดือด ใช้ดื่มครั้งละ 1 ถ้วย วันละ 3 ครั้ง เป็นยาแก้ไข้มาลาเรีย (ทั้งต้นเหนือดิน)
ส่วนการนำมาใช้ภายนอกจะใช้ใบเป็นยารักษาพิษฝีหนองของผิวหนัง (ใบ)
ขนาดและวิธีใช้ : ใช้ครั้งละ 10-20 กรัม นำมาต้มกับน้ำรับประทาน หรือใช้ร่วมกับตัวยาอื่น ๆ ในตำรับยา ส่วนการนำมาใช้ภายนอกสามารถใช้ได้ตามต้องการ

ข้อควรระวัง : สตรีมีครรภ์ห้ามรับประทานสมุนไพรชนิดนี้

ข้อมูลทางเภสัชวิทยาของกัญชาเทศ
ในช่วงที่ยังไม่ออกดอกจะมีสารในปริมาณมากกว่าช่วงที่ออกดอกแล้ว โดยสารที่พบในใบกัญชาเทศจะมีสารอัลคาลอยด์ เช่น Leonurine ซึ่งเป็นสารที่กระตุ้นให้มดลูกบีบตัว และมีสาร Stachydrine, Leonuridine, Leonurinine เป็นต้น ส่วนอีกข้อมูลระบุว่า ต้นจะมีน้ำมันหอมระเหย 0.5% มีสารอัลคาลอยด์ leonurine มีลักษณะเป็น amorphous powder สีส้ม, มีสาร iridoids, leonuride ฯลฯ มี flavonoids เช่น apigenin, rutin, quercitin และอื่น ๆ
กัญชาเทศ มีฤทธิ์ลดความดันโลหิต ทำให้หลอดเลือดหดตัว ต้านการแข็งตัวของเลือด …

สมุนไพรกะหนานปลิง

No Comments
สมุนไพรกะหนานปลิง

สมุนไพรกะหนานปลิง

สมุนไพรกะหนานปลิง

สมุนไพรกะหนานปลิง ชื่อวิทยาศาสตร์ Pterospermum acerifolium (L.) Willd. ปัจจุบันจัดอยู่ในวงศ์ชบา (MALVACEAE)

มีชื่อท้องถิ่นอื่น ๆ ว่า เต้าแมว (เชียงใหม่), ปอหูช้าง สนานดง สากกะเท้า (อุตรดิตถ์), สลักกะพาด (สระบุรี), กะหนานปลิง หูควาย (ประจวบคีรีขันธ์), ตองเต๊า ปอเต๊า (ภาคเหนือ), ปอช้างแหก สลักกะพาด ปอหูช้าง หนานปิง (ภาคกลาง), ชะต่อละ (กะเหรี่ยง-แม่ฮ่องสอน), ตะมุ่ย (เมี่ยน) เป็นต้น

ลักษณะของกะหนานปลิง
ต้นกะหนานปลิง จัดเป็นพรรณไม้ยืนต้นขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ มีความสูงได้ประมาณ 18-25 เมตร ทรงต้นเปลาตรง เปลือกต้นเป็นสีเทาหรือสีน้ำตาลอ่อน เปลือกต้นค่อนข้างเรียบ มีช่องอากาศตามยาวอยู่ทั่วไป ส่วนเปลือกด้านในเป็นสีแดงแทรกลายเส้นสีขาว เนื้อไม้สดมีสีชมพูเรื่อ ๆ แล้วจะเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาล ต้นที่มีอายุมากจะมีพูพอนสั้น ๆ ลักษณะเป็นหลืบ ตามยอดและกิ่งอ่อนมีขนสีน้ำตาลอมเหลืองขึ้นหนาแน่น มีเขตการกระจายพันธุ์ในอินเดีย พม่า และมาเลเซีย ส่วนในประเทศไทยพบกระจายพันธุ์อยู่ทั่วทุกภาค โดยพบขึ้นในป่าดิบแล้ง ป่าดิบเขา บนพื้นที่ระดับต่ำจนถึงพื้นที่สูงจากระดับน้ำทะเลประมาณ 900 เมตร

ใบกะหนานปลิง ใบเป็นใบเดี่ยว ออกเรียงสลับ ลักษณะของใบมีรูปทรงไม่แน่นอน ส่วนใหญ่มักเป็นรูปไข่หรือรูปรี แผ่นใบแผ่ค่อนข้างกว้างจนเกือบเป็นแผ่นกลม ปลายใบแหลม โคนใบเว้าลึกคล้ายรูปหัวใจ ส่วนขอบใบมักเว้าห่าง ๆ ไม่เป็นระเบียบ ใบมีขนาดกว้างประมาณ 8-20 เซนติเมตร และยาวประมาณ 15-30 เซนติเมตร ก้านใบติดกับแผ่นใบล้ำจากโคนใบประมาณ 0.5-5 เซนติเมตร ใบของต้นกล้าจะมีขนาดใหญ่มาก โดยจะมีขนาดกว้างและยาวประมาณ 50 เซนติเมตร แผ่นใบเว้าเข้าเป็นแฉกลึกประมาณ 3-6 แฉก มีเส้นใบออกจากโคนใบ 6-11 เส้น แผ่นใบด้านบนค่อนข้างเกลี้ยงเป็นสีเขียวเข้มเป็นมัน ส่วนด้านล่างนุ่มมือเพราะมีขนสีเทาหรือสีขาวเป็นกระจุกขึ้นหนาแน่น และมีเส้นร่างแหปรากฏชัดเจน ก้านใบยาวประมาณ 2-5 เซนติเมตร มีสีน้ำตาลอมเหลือง ใบที่อยู่ช่วงล่างของลำต้นมักมีก้านใบยาวมาก มีขนาดยาวเท่ากับหรือยาวกว่าแผ่นใบ หูใบมีความยาวประมาณ 1.6 เซนติเมตร ขอบรุ่ยเป็นแฉกแคบ ๆ หลายแฉกไม่เป็นระเบียบ ร่วงได้ง่าย

ดอกกะหนานปลิง ออกเป็นดอกเดี่ยว ตั้งขึ้น ตามง่ามใบ ดอกตูมรูปทรงกระบอกห้าเหลี่ยม ยาวประมาณ 5-9 เซนติเมตร มีขนสีน้ำตาลอมเหลืองขึ้นหนาแน่น กลีบเลี้ยงดอกมี 5 กลีบ ลักษณะเป็นรูปขอบขนานแคบ ๆ ประกบกันเป็นรูปทรงกระบอก ยาวประมาณ 5-8 เซนติเมตร เมื่อดอกบานกลีบจะแยกออกจากกันและตลบลงด้านล่าง ด้านนอกกลีบมีขนสีน้ำตาลอมเหลือง ส่วนด้านในมีขนอ่อนนุ่มสีขาวหนาแน่น ส่วนกลีบดอกมี 5 กลีบ มีสีขาวอมเหลือง ลักษณะเป็นรูปขอบขนานแคบ ๆ มีขนาดเล็กกว่ากลีบเลี้ยงดอกเล็กน้อย ดอกมีเกสรเพศผู้สมบูรณ์ 15 อัน แยกออกเป็น 5 มัด มัดละ 3 อัน และมีเกสรเพศผู้ไม่สมบูรณ์อีก 5 อัน เรียงสลับกับมัดเกสรเพศผู้ที่สมบูรณ์ ส่วนรังไข่สั้น เป็นรูปทรงกระบอกห้าเหลี่ยม มีขนขึ้นหนาแน่น มี 5 ช่อง ในแต่ละช่องจะมีออวุลจำนวนมาก ออกดอกในช่วงประมาณเดือนมีนาคมถึงเดือนมิถุนายน

ผลกะหนานปลิง ผลมีลักษณะเป็นรูปทรงกระบอกเป็นสัน 5 เหลี่ยม ผลมีขนาดกว้างประมาณ 5-7 เซนติเมตร และยาวประมาณ 14-20 เซนติเมตร ปลายผลแหลมมน ส่วนโคนผลคอดเรียวเป็นก้านทรงกระบอกแคบ ๆ ยาวประมาณ 3-4 เซนติเมตร ผลแก่จะแตกออกเป็น 5 เสี่ยง เปลือกผลหนาและแข็ง ผิวผลด้านนอกมีขนแข็งสั้น ๆ สีน้ำตาลอมเหลืองขึ้นหนาแน่น ภายในผลมีเมล็ดจำนวนมาก เมล็ดมีลักษณะเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า ขนาดกว้างประมาณ 9 มิลลิเมตร และยาวประมาณ 13 มิลลิเมตร มีความหนาเล็กน้อย ด้านบนเป็นปีกบางยาว มีสีชา ขนาดกว้างประมาณ 1.5 เซนติเมตร และยาวประมาณ 4 เซนติเมตรผลจะแก่ในช่วงประมาณเดือนตุลาคมถึงเดือนธันวาคม

สรรพคุณของกะหนานปลิง
เนื้อไม้มีรสฝาด …

สมุนไพรก่อสร้อย

No Comments
สมุนไพรก่อสร้อย

สมุนไพรก่อสร้อย

สมุนไพรก่อสร้อย

สมุนไพรก่อสร้อย ก่อสร้อย ชื่อวิทยาศาสตร์ Carpinus viminea Wall. ex Lindl. จัดอยู่ในวงศ์กำลังเสือโคร่ง (BETULACEAE)
มีชื่อท้องถิ่นอื่น ๆ ว่า กำลังเสือโคร่ง (น่าน), ก่อสร้อย สนสร้อย ส้มพอหลวง (เลย), ก่อหัด (เพชรบูรณ์), เส่ปอบบล๊ะ เส่ปอบมละ (กะเหรี่ยง-เชียงใหม่) เป็นต้น

ลักษณะของก่อสร้อย
ต้นก่อสร้อย จัดเป็นพรรณไม้ยืนต้น มีความสูงได้ประมาณ 20 เมตร เปลือกต้นเป็นสีเทาและมีลายเป็นทางสีดำ เปลือกนอกจะลอกออกเป็นแผ่นงอม้วน ลักษณะของลำต้นกิ่งมีช่องอากาศเป็นตุ่ม ๆ จำนวนมาก ตามยอดอ่อนจะมีขนปกคลุมเล็กน้อย ขยายพันธุ์ด้วยวิธีการเพาะเมล็ดและวิธีการตอนกิ่ง เป็นพรรณไม้ที่เจริญเติบโตได้ดีในที่ที่มีอากาศเย็น มีเขตการกระจายพันธุ์ในอินเดีย เนปาล ภูฏาน พม่า ลาว และเวียดนาม ในประเทศไทยพบขึ้นทางภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งมักจะพบขึ้นในพื้นที่ที่มีอากาศเย็น ตามภูเขาที่มีความสูงจากระดับน้ำทะเลตั้งแต่ 800-900 เมตร ขึ้นไป เช่น บนดอยอินทนนท์ ดอยปุย ในจังหวัดเชียงใหม่, บริเวณภูกระดึง ภูหลวง จังหวัดเลย เป็นต้น

ใบก่อสร้อย ใบเป็นใบเดี่ยว ออกเรียงสลับ ลักษณะของใบเป็นรูปไข่หรือรูปไข่แกมรูปใบหอก ปลายใบเรียวแหลมเป็นหางยาว โคนใบแหลม มนกลม หรือเว้าเล็กน้อย ส่วนขอบใบจักเป็นฟันเลื่อยซ้อนกัน 2 ถึง 3 ชั้น ใบมีขนาดกว้างประมาณ 2-4 เซนติเมตร และยาวประมาณ 3-11 เซนติเมตร แผ่นใบค่อนข้างหนา ผิวใบด้านล่างมีขนเล็กน้อยตามเส้นกลางใบ เส้นแขนงใบมีข้างละ 10-12 เส้น เส้นใบย่อยเป็นเส้นตรงและเส้นขนานกัน ซึ่งจะเห็นได้ชัดทั้งสองด้าน ส่วนก้านใบมีขน ยาวได้ประมาณ 0.5-1.5 เซนติเมตร

ดอกก่อสร้อย ดอกเป็นแบบแยกเพศอยู่ในต้นเดียวกัน แยกกันอยู่คนละช่อ ช่อดอกเพศผู้จะออกตามซอกใบ เป็นช่อห้อยลงมา ยาวประมาณ 2.5-5 เซนติเมตร มีใบประดับลักษณะเป็นรูปไข่ ปลายแหลม มีสันนูน และมีขนตามขอบเล็กน้อย อับเรณูมีขนยาว ๆ กระจุกหนึ่งอยู่ด้านบน ส่วนช่อดอกเพศเมียจะออกบริเวณยอด โดยจะออกเป็นช่อตั้งตรงหรือเกือบตรง ยาวประมาณ 5-10 เซนติเมตร มีดอกห่าง ๆ ใบประดับเป็นรูปยาวแคบ

ผลก่อสร้อย ผลมีลักษณะเป็นรูปไข่ ปลายผลแหลม ยาวประมาณ 5-7 มิลลิเมตร เปลือกผลแข็ง และมีเส้นนูนตามยาว 7-8 เส้น มีต่อมให้ยางเหนียวเป็นจุด ๆ และทั้งสองข้างจะมีใบประดับเจริญขึ้นเป็นรูปไข่แกมรูปใบหอก ยาวประมาณ 2-2.5 เซนติเมตร ข้างซ้ายและข้างขวาจะมีขนาดไม่เท่ากัน มีเส้นนูน 3-4 เส้น ส่วนขอบจักหรือหยัก
สรรพคุณของก่อสร้อย
เปลือกต้นใช้เป็นยาบำรุงกำลัง (เปลือกต้น)
เปลือกต้นมีสรรพคุณเป็นยาบำรุงธาตุ ช่วยเจริญอาหาร (เปลือกต้น) i99bet
ใช้เป็นยาขับลมในลำไส้ (เปลือกต้น)
ใช้เป็นยาแก้ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ บำรุงเส้นเอ็น (เปลือกต้น)

ขอบคุณแหล่งที่มา https://medthai.com…

สมุนไพรกลึงกล่อม จัดเป็นพรรณไม้พุ่มกึ่งไม้ต้นไม่ผลัดใบขนาดเล็ก มีความสูงได้ประมาณ 2-5 เมตร แตกกิ่งต่ำ เรือนยอดเป็นพุ่มกลม ตามกิ่งแก่ขนาดใหญ่และเปลือกลำต้นเป็นสีน้ำตาลอ่อนหรือสีน้ำตาลเข้ม

No Comments
สมุนไพรกลึงกล่อม

สมุนไพรกลึงกล่อม

สมุนไพรกลึงกล่อม

สมุนไพรกลึงกล่อม กลึงกล่อม ชื่อวิทยาศาสตร์ Polyalthia suberosa (Roxb.) Thwaites จัดอยู่ในวงศ์กระดังงา (ANNONACEAE)

มีชื่อท้องถิ่นอื่น ๆ ว่า น้ำน้อย (เลย), ไคร้น้ำ (อุตรดิตถ์), กำจาย (นครสวรรค์), กระทุ่มกลอง กระทุ่มคลอง กลึงกล่อม ชั่งกลอง ท้องคลอง (ราชบุรี), ช่องกลอง (กาญจนบุรี), มงจาม (อ่างทอง), น้ำนอง (ปัตตานี, ภาคใต้), จิงกล่อม (ภาคใต้), ผักจ้ำ มะจ้ำ (ภาคเหนือ) เป็นต้น

ลักษณะของกลึงกล่อม
ต้นกลึงกล่อม จัดเป็นพรรณไม้พุ่มกึ่งไม้ต้นไม่ผลัดใบขนาดเล็ก มีความสูงได้ประมาณ 2-5 เมตร แตกกิ่งต่ำ เรือนยอดเป็นพุ่มกลม ตามกิ่งแก่ขนาดใหญ่และเปลือกลำต้นเป็นสีน้ำตาลอ่อนหรือสีน้ำตาลเข้ม ผิวเปลือกมักย่นเป็นสันนูนขรุขระ ไม่เป็นระเบียบ กิ่งอ่อนมีขนขึ้นประปราย ส่วนกิ่งแก่จะเกลี้ยง ตามกิ่งก้านมีช่องระบายอากาศเป็นตุ่มสีขาวหรือสีเทาอมชมพูขนาดเล็กกระจัดกระจายทั่วไป ขยายพันธุ์ด้วยวิธีการเพาะกล้าจากเมล็ด เป็นไม้เติบโตช้า ชอบน้ำปานกลาง แสงแดดน้อย มีสถานภาพเป็นไม้นอกประเภทหวงห้าม มีเขตการกระจายพันธุ์ในจีนตอนใต้ อินเดียตอนใต้ ศรีลังกา พม่า ภูมิภาคอินโดจีน มาเลเซีย และฟิลิปปินส์ ส่วนในประเทศไทยพบได้ทั่วทุกภาคของประเทศ แต่ทางภาคใต้จะพบได้ค่อนข้างน้อยกว่าภาคอื่น ๆ โดยมักพบขึ้นตามที่โล่งที่เป็นดินร่วนปนทรายที่มีการระบายน้ำได้ดี ตามป่าเปิด ป่าเบญจพรรณ พื้นที่โล่งบริเวณชายป่า ตามพื้นที่ราบลุ่มที่มีน้ำท่วมเป็นครั้งคราว หรือตามฝั่งแม่น้ำลำคลอง

ใบกลึงกล่อม ใบเป็นใบเดี่ยว ออกเรียงสลับ ลักษณะของใบเป็นรูปรียาว รูปขอบขนาน หรือรูปใบหอกแกมรูปขอบขนาน ปลายใบเป็นติ่งแหลมสั้น ๆ โคนใบสอบและเบี้ยวเล็กน้อย ส่วนขอบใบเรียบแต่มักย่นเป็นคลื่นหรือม้วนงอขึ้นเล็กน้อย ใบมีขนาดกว้างประมาณ 1.7-3.5 เซนติเมตร และยาวประมาณ 5-10 เซนติเมตร หลังใบและท้องใบเรียบเกลี้ยงเป็นมัน หรืออาจมีขนสั้น ๆ เหลืออยู่ตามเส้นกลางใบ ท้องใบจะมีสีเขียวนวล เส้นแขนงใบมีข้างละ 7-8 เส้น ก้านใบสั้น ยาวได้ประมาณ 1-3 มิลลิเมตร ใบแห้งด้านบนจะเป็นสีเทา ส่วนด้านล่างจะเป็นสีน้ำตาลอ่อน

ดอกกลึงกล่อม ออกเป็นดอกเดี่ยว โดยจะออกตามกิ่ง ออกตรงข้ามหรือเยื้องกับใบใกล้ปลายยอด หรือออกเหนือง่ามใบเล็กน้อย ดอกมีกลิ่นหอม เป็นสีเหลืองห้อยลง กลีบเลี้ยงดอกมี 3 กลีบ ลักษณะของกลีบเลี้ยงเป็นรูปไข่ ด้านนอกมีขน ส่วนกลีบดอกนั้นเป็นสีเหลืองหรือสีเหลืองอมน้ำตาล มี 6 กลีบ กลีบดอกจะมีขนาดใหญ่กว่ากลีบเลี้ยง เรียงสลับกัน 2 ชั้น ชั้นละ 3 กลีบ กลีบดอกชั้นนอกจะมี 3 กลีบ มีขนาดเล็กสั้นกว่ากลีบดอกชั้นใน และกลีบดอกชั้นในมี 3 กลีบ ยาวประมาณ 1 เซนติเมตร และใหญ่กว่ากลีบดอกชั้นนอก กลีบด้านนอกมีขนขึ้นประปราย มีเกสรเพศผู้ขนาดเล็กจำนวนมาก อยู่ชิดกันแน่นเป็นพุ่มกลม ก้านชูดอกมีสีแดง ลักษณะเรียวยาว ยาวประมาณ 1.3-3.2 เซนติเมตร มีใบประดับเล็ก ๆ ติดอยู่ใกล้โคนก้าน เมื่อดอกบานเต็มที่จะมีขนาดกว้างประมาณ 1-1.6 เซนติเมตร

ผลกลึงกล่อม ออกผลเป็นกลุ่ม มีจำนวนมาก ประมาณ 25-35 ผลย่อยต่อกลุ่ม มีหลายผลอยู่บนแกนตุ้มกลาง ก้านช่อผลยาวประมาณ 2-4 เซนติเมตร ผลย่อยมีลักษณะเป็นรูปทรงรีหรือกลม มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 5-7 มิลลิเมตร ผลเป็นผลสดและมีเนื้อ ผิวผลเรียบเป็นมัน ผลอ่อนเป็นสีเขียว เมื่อสุกแล้วจะเปลี่ยนเป็นสีแดงเข้มจนถึงสีม่วงดำ ก้านผลยาวประมาณ 0.7-1.2 เซนติเมตร ภายในผลมีเมล็ดเดียวต่อ 1 ผลย่อย หรือบางผลอาจมีเมล็ด 2 เมล็ด เมล็ดจะมีลักษณะเป็นรูปรี มีสีน้ำตาล มีดอกและผลเกือบตลอดทั้งปี

สรรพคุณของกลึงกล่อม
รากและเนื้อไม้ใช้เป็นยาแก้ไข้ แก้ร้อนในกระหายน้ำ (รากและเนื้อไม้)
ใช้เป็นยาขับพิษ ขับพิษภายใน แก้น้ำเหลือง (รากและเนื้อไม้)
ใบและกิ่งมีสาร suberosol ที่มีฤทธิ์ต้านเชื้อโรคเอดส์ (HIV) ในหลอดทดลอง (ใบและกิ่ง)
ประโยชน์ของกลึงกล่อม
ใช้ปลูกเป็นไม้ประดับให้ร่มเงาทั่วไปสำหรับบ้านขนาดเล็ก เพื่อช่วยบังแดดให้กับห้องทางด้านใต้และหรือทางตะวันตก ซึ่งจะช่วยลดค่าใช้จ่ายเรื่องค่าปรับอากาศไปได้มาก อีกทั้งผลยังดูสวยงามน่ารักและเป็นอาหารนกได้ด้วย…

สมุนไพรกล้วยหมูสัง

No Comments
สมุนไพรกล้วยหมูสัง

สมุนไพรกล้วยหมูสัง

สมุนไพรกล้วยหมูสัง

สมุนไพรกล้วยหมูสัง มีชื่อท้องถิ่นอื่น ๆ ว่า กล้วยมูซัง (สงขลา), กล้วยมดสัง กล้วยมุดสัง ย่านนมควาย (ตรัง), กล้วยหมูสัง (ภาคใต้) เป็นต้น

กล้วยหมูสัง ชื่อวิทยาศาสตร์ Uvaria grandiflora Roxb. ex Hornem. จัดอยู่ในวงศ์กระดังงา (ANNONACEAE)

ลักษณะของกล้วยหมูสัง
ต้นกล้วยหมูสัง จัดเป็นพรรณไม้เถาเนื้อแข็งขนาดใหญ่ แยกจากโคนต้นได้หลายเถา สามารถเลื้อยพาดตามพุ่มไม้ไปได้ไกลถึง 30 เมตร เนื้อไม้เหนียวแข็ง ตามกิ่งอ่อนและยอดอ่อนมีขนสีน้ำตาลหรือสีน้ำตาลอมเหลืองขึ้นหนาแน่น จัดเป็นพืชหายากชนิดหนึ่ง ขยายพันธุ์ด้วยวิธีการเพาะเมล็ด ปักชำกิ่ง และวิธีการตอนกิ่ง ชอบดินร่วน ต้องการน้ำปานกลาง และในที่ที่มีแสงแดดทั้งวัน มีเขตการกระจายพันธุ์ในจีนตอนใต้ พม่า ภูมิภาคอินโดจีน และภูมิภาคมาเลเซีย ส่วนในประเทศไทยพบกระจายพันธุ์ทางภาคใต้และภาคตะวันออกเฉียงใต้ โดยมักขึ้นตามชายป่าดิบชื้น ป่าละเมาะที่ชุ่มชื้น ป่าโปร่งที่ชุ่มชื้น บริเวณที่โล่งริมลำธาร ที่ระดับความสูงจากระดับน้ำทะเลจนถึง 700 เมตร ใบกล้วยหมูสัง ใบเป็นใบเดี่ยว ออกเรียงสลับ ลักษณะของใบเป็นรูปรีแกมรูปไข่กลับ รูปรีแกมรูปขอบขนาน หรือรูปขอบขนานแกมรูปใบหอก ปลายใบแหลม โคนใบเว้าเล็กน้อย ส่วนขอบใบเรียบ ใบมีขนาดกว้างประมาณ 5-10 เซนติเมตร และยาวประมาณ 12-25 เซนติเมตร แผ่นใบมีขนทั้งสองด้าน โดยแผ่นใบด้านบนจะเป็นสีเขียวเข้มเป็นมันและมีขนขึ้นประปรายตามเส้นกลางใบและเส้นแขนงใบ ส่วนด้านล่างใบจะเป็นสีเขียวนวลมีขนสั้นนุ่มทั่วไป ก้านใบยาวประมาณ 3-8 มิลลิเมตร

ดอกกล้วยหมูสัง ออกเป็นดอกเดี่ยว โดยจะออกที่ปลายกิ่งและตามกิ่ง ออกตรงข้ามหรือเยื้องกับใบเล็กน้อย ดอกเป็นสีแดงสด จะส่งกลิ่นหอมอ่อน ๆ ในช่วงพลบค่ำและกลางคืน มีน้ำหวานจำนวนมากรอบฐานดอก กลีบดอกมี 6 กลีบ เรียงสลับกัน 2 ชั้น ชั้นละ 3 กลีบ กลีบดอกเป็นสีแดงสดหรือสีแดงเลือดนก โคนกลีบดอกเป็นสีเหลืองอ่อน ลักษณะของกลีบดอกเป็นรูปขอบขนานหรือรูปไข่กลับแกมรูปขอบขนาน ปลายมน ยาวประมาณ 2.5-4 เซนติเมตร กลีบดอกจะค่อนข้างหนา ส่วนกลีบเลี้ยงดอกมี 3 กลีบ สีเขียวอมเหลือง ลักษณะเป็นรูปสามเหลี่ยม ยาวประมาณ 2-3 เซนติเมตร กลีบเลี้ยงค่อนข้างบอบบาง ผิวด้านในเกลี้ยง ส่วนผิวด้านนอกมีขนสั้นขึ้นประปราย ดอกมีเกสรเพศผู้จำนวนมาก อยู่ชิดกันแน่นเป็นพุ่มกลม รังไข่ยาวได้ประมาณ 7 มิลลิเมตร มีขนสั้น ยอดเกสรเพศเมียแผ่ออกคล้ายรูปแตร มีเมือกเหนียวสีเหลืองแล้วจะเปลี่ยนเป็นสีเข้มขึ้น เมื่อดอกบานเต็มที่จะมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 6-11 เซนติเมตร

ผลกล้วยหมูสัง ออกผลเป็นกลุ่ม ๆ แต่ละกลุ่มมีผลย่อยจำนวนมาก ประมาณ 6-15 ผล อยู่บนแกนตุ้มกลม ก้านช่อผลยาวประมาณ 4-6 เซนติเมตร ลักษณะของผลย่อยเป็นรูปทรงกระบอกสั้น ๆ ยาวได้ประมาณ 3-6 เซนติเมตร ปลายผลมน บางตอนของผลคอดเว้าเล็กน้อย ตามผิวมีตุ่มเล็ก ๆ ขึ้นกระจายและมีขนขึ้นประปราย ผลอ่อนเป็นสีเขียว ส่วนผลสุกเป็นสีเหลืองอมส้ม มีรสหวานเปรี้ยวใช้รับประทานได้ ภายในผลมีเมล็ดมาก ส่วนก้านผลย่อยยาวประมาณ 1-4 เซนติเมตร ออกดอกและผลในช่วงระหว่างเดือนมีนาคมถึงเดือนมิถุนายน และพฤศจิกายนถึงเดือนธันวาคม

สรรพคุณของกล้วยหมูสัง
ใบและราก นำมาต้มกับน้ำกินเป็นยาบำบัดอาการปวดท้อง (ใบและราก)
ชาวมลายูจะใช้ใบกล้วยหมูสัง นำมาต้มกับข้าวกินเป็นยาบรรเทาอาการท้องขึ้น ท้องเฟ้อ (ใบ) i99bet

ขอบคุณแหล่งที่มา https://medthai.com…

สมุนไพรกระพี้เครือ

No Comments
สมุนไพรกระพี้เครือ

สมุนไพรกระพี้เครือ

สมุนไพรกระพี้เครือ

สมุนไพรกระพี้เครือ ชื่อสามัญ Dalbergia Tree

กระพี้เครือ ชื่อวิทยาศาสตร์ Dalbergia rimosa var. foliacea (Benth.) Thoth. (ชื่อพ้องวิทยาศาสตร์ Dalbergia foliacea Benth.) จัดอยู่ในวงศ์ถั่ว (FABACEAE หรือ LEGUMINOSAE) และอยู่ในวงศ์ย่อยถั่ว FABOIDEAE (PAPILIONOIDEAE หรือ PAPILIONACEAE) มีชื่อท้องถิ่นอื่น ๆ ว่า ประดู่แล้ง (เลย), สะพี้เครือ (เพชรบูรณ์), ถ่อนเครือ (นครราชสีมา), หางไหลเถา (ราชบุรี), กระพี้เครือ (กาญจนบุรี, ภาคเหนือ) เป็นต้น

ลักษณะของกระพี้เครือ
ต้นกระพี้เครือ จัดเป็นพรรณไม้เถาเนื้อแข็งขนาดใหญ่ พาดพันตามต้นไม้ใหญ่ไปได้ไกล ลำต้นเป็นสีเทาหรือสีขาว ตามกิ่งอ่อนและยอดอ่อนมีขนเล็กน้อย ส่วนกิ่งแก่จะเกลี้ยง มีเขตการกระจายพันธุ์ในอินเดีย พม่า ลาว และเวียดนาม ในประเทศไทยพบกระจายพันธุ์ทางภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคตะวันตกเฉียงใต้ โดยพบขึ้นตามป่าเบญจพรรณ บนพื้นที่เป็นภูเขาจนถึงระดับสูงประมาณ 150-750 เมตร

ใบกระพี้เครือ ใบเป็นใบประกอบแบบขนนกปลายคี่ ออกเรียงสลับ ยาวประมาณ 9-15 เซนติเมตร ใบย่อยมี 5-9 ใบ เรียงสลับ ลักษณะของใบย่อยเป็นรูปไข่กลับหรือรูปรีแกมขอบขนาน ปลายใบมนหรือเว้าตรงกลางเล็กน้อยหรือมีติ่งแหลมสั้น ๆ โคนใบมน ส่วนขอบใบเรียบ ใบมีขนาดกว้างประมาณ 2-3 เซนติเมตร และยาวประมาณ 3.5-6.5 เซนติเมตร แผ่นใบหนาคล้ายหนังและเกลี้ยง แต่ใบอ่อนมีขนขึ้นประปรายทางด้านล่าง ก้านใบย่อยยาวได้ประมาณ 3-6 มิลลิเมตร

ดอกกระพี้เครือ ออกดอกเป็นช่อแยกแขนงสั้น ๆ ที่ปลายกิ่ง ยาวประมาณ 5-10 เซนติเมตร ดอกมีขนาดเล็กเป็นสีขาว มีจำนวนมาก ลักษณะเป็นรูปดอกถั่ว กลีบดอกมี 5 กลีบ สีขาว โคนกลีบเรียวลงเป็นก้านกลีบดอก กลีบเลี้ยงดอกมี 5 กลีบ โคนกลีบเลี้ยงเชื่อมติดกันเป็นหลอดสั้น ๆ ด้านนอกมีขนเล็กน้อย ดอกมีเกสรเพศผู้ 9 อัน ก้านชูอับเรณูติดกันเป็นแผ่น รังไข่มีขนขึ้นประปราย มีออวุล 2 เม็ด

ผลกระพี้เครือ ออกผลเป็นฝักแบน ลักษณะของฝักเป็นรูปขอบขนาน ปลายฝักแหลมหรือมน มีลายเส้นร่างแหบริเวณเมล็ดชัดเจน ฝักมีขนาดกว้างประมาณ 1.4-2 เซนติเมตร และยาวประมาณ 3.5-7 เซนติเมตร ฝักเมื่อแห้งจะไม่แตก ภายในมีเมล็ดประมาณ 1-2 เมล็ด เมล็ดเป็นสีน้ำตาล ลักษณะของเมล็ดเป็นรูปไต แบน มีขนาดกว้างประมาณ 1.2 เซนติเมตร และยาวประมาณ 9 มิลลิเมตร

สรรพคุณของกระพี้เครือ
ลำต้นใช้ต้มกับน้ำดื่มเป็นยาแก้ผิดสำแดง (ลำต้น) i99bet

ขอบคุณแหล่งที่มา https://medthai.com…