หมวดหมู่: สมุนไพร

สูตรน้ำเสาวรส สูตรทำน้ำสมุนไพร เครื่องดื่มเพื่อสุขภาพยอดนิยมเติมความสดชื่น

No Comments
สูตรน้ำเสาวรส

สูตรน้ำเสาวรส สูตรทำน้ำสมุนไพร

สูตรน้ำเสาวรส มีวิตามินซีเยอะ มีไฟเบอร์สูงช่วยระบบขับถ่าย ลดไขมันในเลือด ถ้ากินเพียว ๆ แล้วเปรี้ยวเกินไปก็จับมาทำน้ำเสาวรสปั่น เติมน้ำตาลทรายและเกลือหน่อย

ส่วนผสม น้ำเสาวรส
เนื้อเสาวรส 500 กรัม
น้ำตาลทราย 200 กรัม
น้ำเปล่า 500 กรัม
เกลือป่นหยาบ 1/2 ช้อนชา

วิธีทำน้ำเสาวรส
1. ใส่เนื้อเสาวรสและน้ำเปล่าลงในโถปั่นน้ำผลไม้ ปั่นจนละเอียด จากนั้นเทใส่หม้อ
2. ยกขึ้นตั้งไฟ ใส่น้ำตาลทรายและเกลือป่น คนจนส่วนผสมเดือด ยกลงกรองผ่านกระชอน หรือผ้าขาวบาง นำเข้าตู้เย็น ก่อนดื่ม

บาคาร่า

สรรพคุณน้ำมันมะพร้าว…มหัศจรรย์ความงามที่ต้องบอกต่อ สมุนไพรไทยให้ความงาม

No Comments
สรรพคุณน้ำมันมะพร้าว

สรรพคุณน้ำมันมะพร้าว…มหัศจรรย์ความงามที่ต้องบอกต่อ

สรรพคุณน้ำมันมะพร้าว เมื่อพูดถึงมะพร้าวแล้วสาวๆ จะนึกถึงอะไรกันบ้างคะ? บางคนอาจจะนึกถึงหาดทราย สายลม แสงแดด และชายทะเลสักที่หนึ่ง บางคนอาจจะนึกถึงความหอมหวานชื่นใจของน้ำมะพร้าวเย็นๆ สักลูก แต่สาวๆ ทราบหรือไม่คะว่ามะพร้าวกับความงามของผู้หญิงเรานั้น มีความมหัศจรรย์ที่ซ่อนอยู่มากมาย จนสาวๆ คาดไม่ถึงเลยทีเดียวค่ะ วันนี้เรามาดูสิว่าน้ำมันมะพร้าวที่มองดูแล้วแสนจะธรรมดานั้น จะมีเคล็ดลับความสวยความงามอะไรให้ผู้หญิงเราสบายอารมณ์กันบ้างดีกว่าค่ะ

มะพร้าว เป็นพืชที่ปลูกกันมาอย่างยาวนานในประเทศไทย ได้ขึ้นชื่อว่าต้นไม้สารพัดประโยชน์ต่อชีวิตคนเราหรือ Tree of Life เพราะสามารถนำมะพร้าวมาใช้ได้ทุกส่วน น้ำมันมะพร้าวก็เป็นอีกส่วนหนึ่งที่สกัดได้มาจากผลมะพร้าว และสามารถเชื่อมั่นได้เลยว่าปราศจากสารเคมีใดๆ เจือปน เพราะไม่ต้องผ่านกระบวนการเคมีต่างๆ เพื่อทำให้บริสุทธิ์ หรือแม้กระทั่งวิธีการฟอกสี หรือการกำจัดกลิ่นใดๆ ทั้งสิ้น เพราะกรดไขมันในน้ำมันมะพร้าวมีขนาดโมเลกุลที่เล็กมากๆ สามารถดูดซึมใช้ได้อย่างง่ายดาย ทันที และทันใจสาวๆ ในยุคนี้ได้เป็นอย่างดีทีเดียวค่ะ

แล้วน้ำมันมะพร้าวกับความงามของสาวๆ ล่ะเกี่ยวกันยังไง?
เกี่ยวกันอย่างแน่นอนเลยทีเดียวค่ะ ซึ่งจะว่าไปแล้วสาวๆ สามารถนำน้ำมันมะพร้าวมาใช้ประทินความงามได้ตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้ากันทีเดียว เรามาดูเคล็ดไม่ลับฉบับสบายอารมณ์ ที่ปิดไว้ไม่อยู่ต้องนำมาบอกต่อให้สาวๆ กันเลยดีกว่าค่ะ

ผมงาม กับน้ำมันมะพร้าวบริสุทธิ์
ทรีทเม้นต์บริสุทธิ์จากธรรมชาติที่สามารถสู้กับทรีทเม้นท์เคมีราคาแสนแพงได้อย่างสบายๆ พร้อมให้สาวๆ ทุกท่านอัศจรรย์ใจได้เพียงการใช้น้ำมันมะพร้าวดูแลเส้นผมในครั้งแรก ซึ่งจะทำให้ผมของเราเงางาม มีน้ำหนัก และแข็งแรงมากขึ้นกว่าเดิมจนรู้สึกได้ เนื่องจากน้ำมันมะพร้าวมีคุณสมบัติเป็น Moisturizer และสาร antioxidant ที่สามารถแทรกซึมไปสู่เส้นผมได้เป็นอย่างดี จึงเพิ่มความชุ่มชื้นให้เส้นผม และช่วยป้องกันศีรษะล้าน ควบคุมรังแค ลดการสูญเสียโปรตีนของเส้นผมจากการดัดผม การย้อมผมด้วยน้ำยาเคมี แม้กระทั่งการหวีผมที่ใช้หวีที่คม

เคล็ดลับสบายอารมณ์ให้ผมสวย
ชโลมน้ำมันมะพร้าวให้ทั่วหนังศีรษะให้ นวดเบาๆ บนหนังศีรษะจนน้ำมันแทรกซึมทั่วหนังศีรษะ เส้นผม และปลายผม สาวๆ จะรู้สึกผ่อนคลายไปในตัว พร้อมได้กลิ่นของมะพร้าวอ่อนๆ ทิ้งไว้ประมาณ 15 นาที หรือนานเท่าที่ต้องการ แล้วสระออกให้หมด จะรู้สึกว่าเส้นผมนุ่ม สปริงตัว ไม่ลีบแบน เมื่อทำบ่อยๆ จะช่วยลดการเกิดรังแคอีกด้วยค่ะ

สปาผิวสวย ด้วยวิถีธรรมชาติ
เคล็ดลับย้อนวัยให้ผิวอย่างง่ายๆ ด้วยน้ำมันมะพร้าวนี้ คงจะถูกอกถูกใจสาวๆ ทุกคนนะคะ การทาผิวด้วยน้ำมันมะพร้าวอย่างต่อเนื่อง จะช่วยให้ผิวของเรานั้น
นุ่มเนียน ชุ่มชื้น ไม่แห้งกร้าน และดูอ่อนกว่าวัยเป็นพิเศษ เพราะน้ำมันมะพร้าวมีสารต่อต้านอนุมูลอิสระและมีวิตามิน E ในปริมาณที่สูง จึงช่วยลดการเสื่อมสภาพของผิวทำให้ผิวเต่งตึงไม่เหี่ยวย่น ลดสิว ฝ้า กระ รอยด่างดำต่างๆ และใช้ทำความใบหน้าล้างเครื่องสำอางได้ดี เพราะสามารถซึมทราบผ่านผิวไปชะล้างฝุ่นละอองต่างๆ ออก และป้องกันแสงแดด และไม่เหนียวเหนอะหนะอีกทั้งช่วยเร่งฟื้นฟูอาการบาดเจ็บและติดเชื้อของผิวหนังทุกชนิด ป้องกันการเกิดแผลเป็น หน้าท้องลายอีกด้วยค่ะ

เคล็ดลับสบายอารมณ์ให้ผิวสวย
หยดน้ำมันมะพร้าว 2-3 หยด ลงบนสำลีชุบน้ำอุ่นพอหมาดๆ แล้วนำมาทา
ให้ทั่วบริเวณใบหน้า ทิ้งไว้โดยไม่ต้องล้างออก คราวนี้ผิวหน้าก็ใสเด้งกว่าใคร

หุ่นสวย…สร้างได้ง่ายๆ
น้ำมันมะพร้าว ไม่ทำให้อ้วนเลยค่ะสาวๆ เพราะเปลี่ยนเป็นพลังงานได้อย่างรวดเร็ว จึงไม่ทำให้ไขมันสะสมในร่างกาย และนอกจากนี้ยังช่วยเร่งอัตรา
เมตาบอลิซึ่ม กระตุ้นให้ต่อมไทรอยด์ทำงานดีขึ้น จนทำให้เกิดความร้อนสูงมนร่างกาย จนทำให้เกิดการเผาผลาญไขมันอื่นๆ ที่สะสมในร่างกายก่อนหน้านี้ได้อีกด้วยค่ะ เท่านี้ความผอม และการมีสุขภาพดีก็อยู่แค่เอื้อมแล้วล่ะค่ะ

เคล็ดลับสบายอารมณ์ให้หุ่นสวย
รับประทานน้ำมันมะพร้าว ก่อนอาหารประมาณ 15 – 20 นาที จำนวน 3 ช้อนโต๊ะ แล้วดื่มน้ำอุ่นตาม 1 แก้ว จะทำให้ไม่หิวง่าย และรู้สึกอิ่ม เมื่อรับประทานเป็นประจำจะทำให้รูปร่างดีขึ้น น้ำหนักลดลง มีภูมิต้านทานหวัดมากขึ้นด้วยค่ะ  บาคาร่า

สรรพคุณเมล็ดหมามุ่ย ประโยชน์ไม่ธรรมดา สรรพคุณเด็ดตรงเพิ่มสมรรถภาพทางเพศ

No Comments
สรรพคุณเมล็ดหมามุ่ย

สรรพคุณเมล็ดหมามุ่ย ประโยชน์ไม่ธรรมดา

สรรพคุณเมล็ดหมามุ่ย แค่ได้ยินชื่อก็แอบรู้สึกคันยุบยิบ แต่นั่นเทียบไมได้เลยกับสรรพคุณของหมามุ่ยที่เด็ดดวงจนต้องบอกต่อ

หมามุ่ย คืออะไร

หมามุ่ย ชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Mucuna pruriens DC. เป็นสมุนไพรที่มีลักษณะเป็นพืชเถา และมีขนคันอยู่บริเวณฝัก หมามุ่ยถูกนำมาใช้ในการรักษามาอย่างช้านาน เนื่องด้วยเพราะเมล็ดของหมามุ่ยนั้นมีสรรพคุณมากมายจนนับไม่ถ้วน แต่ที่เห็นได้ชัดเจนที่สุดก็คือสรรพคุณในเสริมสมรรถภาพทางเพศในเพศชาย

นอกจากนี้ส่วนอื่น ๆ ของหมามุ่ยยังสามารถนำมาใช้ในการรักษาโรคได้อีกมากมายเลยเชียวละ และสำหรับในประเทศไทยแล้วนั้นก็มีหมามุ่ย 2 สายพันธุ์หลัก ๆ ที่เรารู้จักกันดีก็ได้แต่ หมามุ่ยไทย และหมามุ่ยอินเดีย ซึ่งมีความแตกต่างกันเพียงเล็กน้อยและสามารถสังเกตได้ค่ะ

หมามุ่ยไทย และหมามุ่ยอินเดีย ต่างกันอย่างไร ?

หมามุ่ยไทยและหมามุ่ยอินเดียนั้นดูผิวเผินแล้วอาจจะคล้ายกัน แต่ก็มีความแตกต่างกันที่ฝักและเมล็ด โดยสามารถสังเกตได้ว่าหมามุ่ยอินเดียจะมีขนฝักสั้น เมื่อสัมผัสแล้วจะไม่มีอาการคัน และเมื่อแกะฝักออกมาแล้วเมล็ดที่อยู่ภายในจะมีสองสีสลับกัน ดำบ้างขาวบ้าง ในขณะที่หมามุ่ยไทยนั้นจะมีขนฝักยาวและหากสัมผัสก็จะทำให้เกิดอาการคันและ อาจเกิดอาการแพ้ได้ ทั้งนี้ขนาดฝักก็ยังเล็กกว่าหมามุ่ยอินเดีย ส่วนสีของเมล็ดจะเป็นสีดำสนิทขนาดคละกันไปค่ะ

แต่ถึงอย่างนั้นก็ใช่ว่าหมามุ่ยไทยจะมีประโยชน์เหมือนหมามุ่ยจีนและอินเดียที่เคยมีผลการศึกษารับรองถึงสรรพคุณในการเสริมสร้างสมรรถภาพทางเพศนะคะ เพราะยังไม่มีหลักฐานยืนยันแน่ชัดว่าหมามุ่ยไทยมีประโยชน์ ทางที่ดีหากไม่แน่ใจว่าเมล็ดหมามุ่ยที่นำมารับประทานเป็นสายพันธุ์ไหนกันแน่ ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญจะดีกว่าเพื่อป้องกันผลข้างเคียงที่ไม่พึงประสงค์ค่ะ

เมล็ดหมามุ่ย สรรพคุณทางยาที่ไม่น่ามองผ่าน

หมามุ่ยเป็นสมุนไพรที่อุดมไปด้วยสารเลโวโดปา (Levodopa) หรือแอลโดปา (L-Dopa) ที่เป็นสารตั้งต้นของสารสื่อประสาทในสมองที่มีชื่อว่า โดปามีน อันมีความสำคัญต่อระบบสืบพันธุ์ และหากนำไปสกัดเป็นยาเม็ดก็จะสามารถช่วยรักษาโรคพาร์กินสันได้อีกด้วย นอกจากนี้เมล็ดหมามุ่ยยังมีสรรพคุณอีกมากมายไม่ว่าจะเป็นยาบำรุงกำลัง ให้ร่างกายสดชื่นกระปรี้กระเปร่า ทำให้หลับสบายมากขึ้นหรือแม้แต่สรรพคุณอันลือเลื่องอย่างการเพิ่มสมรรถภาพทางเพศในเพศชาย ช่วยกระตุ้นการสร้างน้ำอสุจิ และทำให้น้ำเชื้อนั้นมีคุณภาพที่ดียิ่งขึ้น เพิ่มการเคลื่อนไหวของอสุจิ ลดภาวะมีบุตรยาก รวมทั้งแก้ไขปัญหาอวัยวะเพศแข็งตัวช้าในเพศชาย ในผู้หญิงก็ยังช่วยกระชับหน้าอกให้เต่งตึง ขับให้ผิวพรรณเปล่งปลั่งมีน้ำมีนวล และกระชับช่องคลอดอีกด้วย

ทั้งนี้การรับประทานเมล็ดหมามุ่ยก็ยังช่วยผ่อนคลายคลายเครียด ช่วยในการเผาผลาญและเพิ่มมวลกล้ามเนื้อ รักษาอาการช้ำใน ใช้ถอนพิษ และแก้พิษของแมงป่องได้ ส่วนรากของหมามุ่ยก็มีประโยชน์ เพียงนำไปต้มกับน้ำแล้วนำมาดื่มก็ช่วยรักษาอาการไอ อาการคัน และล้างพิษในร่างกายได้อีกด้วยล่ะค่ะ

ข้อควรระวังในการใช้หมามุ่ย

แม้ว่าจะหมามุ่ยจะมีสรรพคุณทางยามากมาย แต่สำหรับคนบางกลุ่ม การรับประทานหมามุ่ยอาจยิ่งมีผลข้างเคียงที่ไม่ถึงประสงค์ได้ อาทิ

– คนแพ้พืชตระกูลถั่วไม่ควรทาน เพราะหมามุ่ยเป็นพืชตระกูลถั่วชนิดหนึ่ง

– ผู้ป่วยโรคหัวใจและระบบหลอดเลือดหัวใจไม่ควรทาน เนื่องจากหมามุ่ยมีสารแอลโดปา ซึ่งเป็นสารที่ผู้ป่วยโรคหัวใจและหลอดเลือดควรหลีกเลี่ยงเนื่องจากจะทำให้ความดันโลหิตลดลง ทำให้เกิดอาการวิงเวียนศีรษะและเป็นลม นอกจากนี้ยังเป็นสาเหตุทำให้หัวใจเต้นผิดจังหวะอีกด้วย

– หมามุ่ยสามารถช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือดได้ก็จริง แต่หากรับประทานในปริมาณที่ไม่เหมาะสมก็อาจจะทำให้ระดับน้ำตาลลดลงมากเกินไป ดังนั้นหากผู้ป่วยเบาหวานต้องการใช้หมามุ่ยช่วยลดระดับน้ำตาลก็ควรที่จะให้ ความสนใจกับระดับน้ำตาลในเลือดให้มากขึ้นและควรปรึกษาแพทย์ถึงปริมาณของหมามุ่ยที่สามารถบริโภคได้โดยไม่กระทบต่อสุขภาพค่ะ

– ผู้ป่วยโรคตับเป็นอีกกลุ่มที่ไม่ควรบริโภคหมามุ่ย เพราะสารแอลโดปานั้นจะไปเพิ่มปริมาณสารเคมีที่มีผลทำลายตับ และทำให้อาการของโรคตับเลวร้ายลงค่ะ ดังนั้นจึงควรห้ามใช้โดยเด็ดขาด

– สารแอลโดปานอกจากจะเป็นอันตรายต่อผู้ป่วยโรคตับแล้วก็ยังส่งผลร้ายต่อผู้ป่วยโรคมะเร็งผิวหนังอีกด้วย เพราะสารชนิดนี้จะไปกระตุ้นให้ร่างกายผลิตเมลานินมากขึ้น และทำให้อาการของโรคมะเร็งผิวหนังแย่ลง จึงไม่ควรใช้เด็ดขาดหากคุณเคยเป็นโรคมะเร็งหรือมีความผิดปกติเกี่ยวกับผิวหนัง

– มีรายงานพบว่าสารแอลโดปาสามารถทำให้เกิดการเลือดออกในระบบทางเดินอาหารได้ในกลุ่มผู้ป่วยที่มีแผลในกระเพาะอาหารหรือในลำไส้ แต่ถึงอย่างนั้นก็ตาม ก็ยังไม่มีผลวิจัยออกมาแน่ชัดและยังไม่พบรายงานผู้ป่วยที่เกิดการเลือดออกจากการรับประทานหมามุ่ย

– การบริโภคหมามุ่ยเป็นสิ่งที่ต้องห้ามในกลุ่มผู้ที่มีปัญหาทางจิต เนื่องสารแอลโดปาจะไปทำให้อาการทางจิตเลวร้ายลง

– ในแพทย์บางรายอาจมีการสั่งให้ใช้หมามุ่ยก่อนทำการผ่าตัดเพื่อควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด แต่ก็ไม่ควรใช้อย่างต่อเนื่องจนถึงตอนผ่าตัดเพราะอาจทำให้เกิดอาการช็อก เนื่องจากน้ำตาลในเลือดต่ำได้ ดังนั้นหากมีการใช้หมามุ่ยก่อนการผ่าตัด ควรเลิกใช้อย่างน้อยก่อนถึงวันผ่าตัดเพื่อความปลอดภัย

หมามุ่ย ปริมาณการใช้ที่เหมาะ แค่ไหนถึงปลอดภัย

ปริมาณการใช้หมามุ่ยเพื่อบำรุงสุขภาพนั้นขึ้นอยู่กับปัจจัยหลาย ๆ อย่างไม่ว่าจะเป็นภาวะสุขภาพ อายุของผู้ใช้ หรือเงื่อนไขเกี่ยวกับสุขภาพอื่น ๆ ซึ่งในปัจจุบันยังไม่มีการกำหนดปริมาณอย่างแน่นอนได้ว่าควรบริโภคไม่เกินปริมาณเท่าใด ฉะนั้นหากคิดจะบริโภคหมามุ่ยเป็นอาหารเสริมละก็ ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญแพทย์ หรือเภสัชกรก่อนจะดีที่สุด

ส่วนผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่ระบุว่าผสมสารสกัดหมามุ่ยลงไปนั้น ขอให้ระมัดระวังด้วยค่ะ เพราะทางสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ยืนยันว่า ไม่เคยอนุญาตให้ใส่สารสกัดหมามุ่ยในผลิตภัณฑ์อาหาร และยังไม่มีผลการศึกษาที่แน่ชัดเกี่ยวกับความปลอดภัยของการบริโภคสารสกัดจากหมามุ่ย ดังนั้นอย่าหลงเชื่อซื้อผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่โฆษณาโอ้อวดสรรพคุณเกินจริงมาทาน

ได้รู้จักกับคุณค่าของสมุนไพรชนิดนี้กันไปมากขึ้นแล้ว ต่อไปก็จะได้ไม่ต้องกลัวกับเรื่องคัน ๆ แล้วล่ะ แต่ก็ต้องเตือนดัง ๆ ว่าอย่าไปใช้แบบสุ่มสี่สุ่มห้านะคะ ไม่อย่างนั้นอาจจะส่งผลอันไม่พึงประสงค์ที่ทำลายสุขภาพได้เช่นกัน  บาคาร่า

สรรพคุณหนานเฉาเหว่ย ป่าช้าเหงา ป่าช้าหมอง สมุนไพรมีของ ช่วยลดน้ำตาลในเลือด

No Comments
สรรพคุณหนานเฉาเหว่ย

สรรพคุณหนานเฉาเหว่ย ป่าช้าเหงา ป่าช้าหมอง

สรรพคุณหนานเฉาเหว่ย หรืออีกชื่อคือป่าช้าเหงา ป่าช้าหมอง สมุนไพรชนิดเดียวกันที่มีสรรพคุณเด่นช่วยลดน้ำตาลในเลือด ลดความดันโลหิต และอีกสารพัดประโยชน์

หลายคนยังสับสนว่าต้นหนานเฉาเหว่ย หรือต้นป่าช้าเหงา ป่าช้าหมอง เป็นสมุนไพรชนิดเดียวกันไหม วันนี้กระปุกดอทคอมได้นำข้อมูลมาให้ศึกษากันแล้วค่ะ ว่าต้นหนานเฉาเหว่ยกับป่าช้าหมอง สรรพคุณดีอย่างไร แล้วใช่สมุนไพรชนิดเดียวกันหรือเปล่า

หนานเฉาเหว่ย = ป่าช้าเหงา ป่าช้าหมอง ?

สมุนไพรหนานเฉาเหว่ยที่กำลังเป็นที่เลื่องลือถึงสรรพคุณ จริง ๆ แล้วข้อมูลจากสมุนไพรอภัยภูเบศร ยืนยันว่า หนานเฉาเหว่ย หรือชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Vernonia amygdalina มี DNA คล้ายคลึงกับต้นป่าช้าหมองมากถึง 98-99% จึงอาจเรียกได้ว่าต้นหนานเฉาเหว่ยและต้นป่าช้าหมองเป็นสมุนไพรชนิดเดียวกัน โดยชื่อหนานเฉาเหว่ยเพี้ยนมาจากหนานเฝ่ยเย่ แปลว่าพืชที่มาจากทวีปแอฟริกาใต้ และได้เข้ามาในไทยเมื่อประมาณ 10-20 ปีก่อน

ทั้งนี้นอกจากชื่อจะเพี้ยนมาเป็นหนานเฉาเหว่ยแล้ว ต้นป่าช้าหมองหรืออีกชื่อที่รู้จักกันก็คือ ต้นขันทองพยาบาท หรือที่หมอพื้นบ้านในล้านนาเรียกว่า ป่าเฮ่วหมอง คำว่า ป่าเฮ่ว หมายถึง ป่าช้า ส่วน หมอง หมายถึง ไม่มีคนใช้บริการ จึงมีการแปลให้เข้าใจง่าย ๆ ว่า ป่าช้าเหงา หรือป่าช้าร้าง ป่าแห้วหมอง (แต่ละพื้นที่ก็เรียกต่างชื่อกันไป) แต่ไม่ว่าจะชื่ออะไร สรรพคุณของหนานเฉาเหว่ยหรือต้นป่าช้าหมองก็เด็ดดวงไม่แพ้สมุนไพรตัวอื่น ๆ เลยล่ะค่ะ

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ของหนานเฉาเหว่ยหรือป่าช้าหมอง

ป่าช้าหมอง หรือหนานเฉาเหว่ย เป็นไม้ยืนต้นขนาดเล็ก มีความสูงตั้งแต่ 3-7 เมตร ลักษณะใบเดี่ยว เรียงสลับ รูปใบเป็นขอบขนาน ขนาดใบกว้าง 3-8 เซนติเมตร ยาว 9-22 เซนติเมตร มีดอกเป็นช่อสั้น ๆ ดอกตัวผู้จะมีขนาดเล็กสีเขียวอ่อนหรือเหลืองอ่อน มีกลิ่นหอม ออกรวมกันเป็นกระจุกเล็ก ๆ กว้าง 12 มิลลิเมตร มีกลีบรองดอก 5 กลีบ ไม่มีกลีบดอก แต่จะมีเกสรอยู่มาก ส่วนดอกตัวเมียจะมีลักษณะคล้ายกันแต่จะมีรังไข่ที่เหนือวงกลีบ และมีขนดอกหนาแน่น ผลมีลักษณะเกือบกลม ผิวเกลี้ยง ขนาดผลประมาณ 2 เซนติเมตร และแบ่งออกเป็นพูเล็ก ๆ จำนวน 3 พู ผลอ่อนจะมีเนื้อสีเขียว ส่วนผลแก่จะมีเนื้อสีเหลืองแสด เมล็ดมีขนาดค่อนข้างใหญ่ คือ 7-8 มิลลิเมตร โดยหนึ่งผลจะมี 3 เมล็ดอยู่ในแต่ละพูของผล มีเนื้อเยื่อขาว ๆ หุ้มอยู่

ต้นป่าช้าหมอง หรือหนานเฉาเหว่ยนี้ สามารถพบได้ในป่าเบญจพรรณ ป่าดงดิบ ที่มีความสูงไม่เกิน 600 เมตร โดยจะเริ่มออกดอกในช่วงเดือนมิถุนายน และติดผลในเดือนเมษายนถึงมิถุนายนค่ะ

งานวิจัยหนานเฉาเหว่ย

จากการวิจัยและการทดลองใช้หนานเฉาเหว่ยกับผู้ป่วย พบว่า หนานเฉาเหว่ยเป็นสมุนไพรที่มีฤทธิ์แรง โดยมีงานวิจัยพบว่า สารสกัดน้ำของใบหนานเฉาเหว่ยมีผลในการกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันในผู้ป่วยโรคเอดส์ ขณะที่บางงานวิจัยแสดงให้เห็นว่าหนานเฉาเหว่ยมีฤทธิ์ยับยั้งเซลล์มะเร็ง ลดน้ำตาลในเลือด ยับยั้งเชื้อมาลาเรีย และต้านอนุมูลอิสระ ทว่าส่วนใหญ่เป็นงานวิจัยหนานเฉาเหว่ยกับสัตว์ทดลองและหลอดทดลองนะคะ

หนานเฉาเหว่ย สรรพคุณดียังไง

หนานเฉาเหว่ยเป็นพืชตระกูลเดียวกับพญายอ ฟ้าทะลายโจร มีสรรพคุณช่วยลดอาการอักเสบและอาการปวดได้ พ่วงด้วยประโยชน์ของหนานเฉาเหว่ย ดังนี้

* ลดน้ำตาลในเลือด

งานวิจัยหนานเฉาเหว่ยในสัตว์ทดลองและการใช้หนานเฉาเหว่ยในผู้ป่วยโรคเบาหวาน พบว่า หนานเฉาเหว่ยมีฤทธิ์ลดน้ำตาลในเลือดได้อย่างรวดเร็ว โดยสามารถลดความเข้มข้นของน้ำตาลกลูโคสในกระแสเลือดของคนที่เป็นโรคเบาหวานและในคนปกติ ส่วนวิธีการกินหนานเฉาเหว่ยก็สามารถเคี้ยวกินใบสด ๆ ได้เลย แต่ทั้งนี้ควรเลือกขนาดใบที่ไม่ใหญ่จนเกินไป (ไม่ใหญ่เท่าฝ่ามือ) และล้างให้สะอาดก่อนกิน

ทั้งนี้ ข้อมูลจากหมอพื้นบ้าน แนะนำว่า ไม่ควรทานใบสดหนานเฉาเหว่ย หรือป่าช้าหมอง เกินวันละ 3 ใบ และขึ้นอยู่กับขนาดของใบด้วย หากใบใหญ่เท่าฝ่ามือ ก็ควรบริโภคเพียงใบเดียว เพราะหนานเฉาเหว่ยมีฤทธิ์แรง นอกจากนี้ผู้ที่มีน้ำตาลในเลือดไม่สูงมากอาจต้องระวัง เพราะหากทานแล้วก็มีโอกาสเสี่ยงที่จะทำให้น้ำตาลในเลือดยิ่งต่ำ จนเกิดอาการหน้ามืด ใจสั่น ถ้าเป็นมากอาจช็อกได้

* ลดความดันโลหิตสูง

จากงานวิจัยสรรพคุณหนานเฉาเหว่ยพบว่า หนานเฉาเหว่ยมีฤทธิ์ลดความดันโลหิตสูง เนื่องจากสรรพคุณหนานเฉาเหว่ยช่วยขยายหลอดเลือด จึงช่วยลดระดับความดันโลหิตในผู้ป่วยที่เป็นความดันโลหิตสูงได้

* ลดไขมันในเลือด

จากงานวิจัยพบว่า หนานเฉาเหว่ยลดไขมันในเลือดได้ประมาณ 20% และยังช่วยเพิ่มไขมันชนิดดีในเลือดได้อีกต่างหาก

* ป้องกันมะเร็ง

งานวิจัยในหลอดทดลองแสดงให้เห็นฤทธิ์ของหนานเฉาเหว่ยในด้านต่อต้านเซลล์มะเร็งเต้านม มะเร็งอัณฑะ มะเร็งหลังโพรงจมูก มะเร็งเม็ดเลือดขาว โดยสรรพคุณของหนานเฉาเหว่ยช่วยป้องกันการกลายพันธุ์ของเซลล์ปกติ และยังเหนี่ยวนำให้เซลล์มะเร็งฝ่อตายไปในที่สุด แต่การทดลองนี้ยังคงเป็นเพียงการทดลองในหลอดทดลองเท่านั้นค่ะ

* ปกป้องไต

การศึกษาในหนูทดลองพบว่า หนูที่ได้รับป่าช้าเหงามีค่าการทำงานของไตดีขึ้นหรือปกติ …

ไข่เจียวเบคอนสมุนไพร เมนูสมุนไพร ทั้งอาหารจานเดียวและกับข้าวอร่อยได้สุขภาพ

No Comments
ไข่เจียวเบคอนสมุนไพร

ไข่เจียวเบคอนสมุนไพร เมนูสมุนไพร

ไข่เจียวเบคอนสมุนไพร จากที่เคยทำไข่เจียวเบคอน แม้จะอร่อยแต่ดูไม่ค่อยได้สุขภาพเท่าไร ลองใส่สมุนไพรเพิ่มคุณค่ากันดีไหม พบกับไข่เจียวเบคอนสมุนไพร สูตรนี้ใส่ใบโหระพา กระเทียม และพริกชี้ฟ้าลงไปตีผสมกับไข่ไก่ เพิ่มโปรตีนจากเบคอน พออบจนสุกก็ตัดแบ่งได้เลยจ้า

ส่วนผสม
ไข่ไก่ 3 ฟอง
เบคอนหั่นชิ้น 100 กรัม
กระเทียมสับ 1 ช้อนโต๊ะ
หัวไชโป๊หวาน (หั่นฝอย) 1 ช้อนโต๊ะ
พริกชี้ฟ้าสีแดง (หั่นแฉลบ) 1 เม็ด
ใบโหระพา (ซอยละเอียด) 2 ช้อนโต๊ะ
น้ำมันพืช เล็กน้อย
ใบโหระพา (สำหรับแต่ง)
กระทะเหล็ก

บาคาร่า

วิธีทำ
1. ตีไข่ไก่พอแตก ใส่เบคอน กระเทียม และหัวไชโป๊หวาน คนให้เข้ากัน
2. ใส่พริกชี้ฟ้ากับใบโหระพา คนให้เข้ากันอีกครั้ง
3. เทน้ำมันพืชใส่ในกระทะเหล็ก เทส่วนผสมไข่ลงไป นำเข้าอบที่อุณหภูมิ 180 องศาเซลเซียส ประมาณ 25 นาทีหรือจนสุกเหลือง นำออกมาตกแต่งด้วยใบโหระพา จัดเสิร์ฟ…

สรรพคุณกระเจี๊ยบเขียว สารต้านอนุมูลอิสระก็เริดมาก

No Comments
สรรพคุณกระเจี๊ยบเขียว

สรรพคุณกระเจี๊ยบเขียว พืชที่อุดมไปด้วยกลูตาไธโอน

สรรพคุณกระเจี๊ยบเขียว ราชาสารต้านอนุมูลอิสระที่เป็นตำรับยารักษาอาการได้หลายโรค

กระเจี๊ยบเขียว มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Abelmoschus esculentus (L.) Moench. อยู่ในวงศ์ Malvaceae มีชื่ออื่น ๆ ว่า กระเจี๊ยบขาว มะเขือมอญ มะเขือพม่า มะเขือทวาย มะเขือละโว้ ถั่วส่าย เป็นต้น

กระเจี๊ยบเขียวเป็นพืชพื้นเมืองของประเทศเอธิโอเปีย แถบศูนย์สูตรของทวีปแอฟริกา อียิปต์ หมู่เกาะอินเดียตะวันตก และเอเชียใต้ นิยมปลูกมากทั้งในเขตร้อนและเขตอบอุ่น โดยเฉพาะในประเทศไทยที่สามารถปลูกได้ทุกภาค

กระเจี๊ยบเขียวอุดมไปด้วยสารอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการ เช่น คาร์โบไฮเดรต เส้นใย โปรตีน โฟเลต แคลเซียม ฟอสฟอรัส โพแทสเซียม แมกนีเซียม เหล็ก วิตามินเอ วิตามินบี 1 วิตามินบี 2 และวิตามินซี อยู่ในปริมาณพอสมควร

ที่สำคัญกระเจี๊ยบเขียวมีกลูตาไธโอน (glutathione) มีบทบาทสำคัญต่อการควบคุมสารอนุมูลอิสระในร่างกาย การสร้างสารซ่อมแซมเซลล์ ทำปฏิกิริยาขจัดสารพิษที่เกิดในร่างกาย และช่วยต้านมะเร็งได้เป็นอย่างดี ปัจจุบันนิยมใช้สารนี้เพื่อให้ผิวขาวขึ้น เพราะกลูตาไธโอนสามารถกดการทำงานของเอนไซม์ที่ผลิตเม็ดสีได้ชั่วคราว

นอกจากนี้ กระเจี๊ยบเขียวยังเต็มไปด้วยเส้นใยอาหารชนิดไม่ละลายน้ำ ซึ่งเป็นส่วนของพืชผักที่ร่างกายย่อยไม่ได้ และเส้นใยที่ละลายน้ำได้ เช่น เพกทิน (pectin) และเมือก (mucilage) ซึ่งเกิดจากสารประกอบ acetyated acidic polysaccharide และกรดกาแล็กทูโลนิก (galactulonic caid)

สารเมือกหรือเส้นใยที่ละลายน้ำได้ของกระเจี๊ยบเขียว เมื่อลงสู่ลำไส้ใหญ่ จะช่วยในการเจริญเติบโตของแบคทีเรียที่มีประโยชน์ (พรีไบโอติกแบคทีเรีย) ซึ่งจะช่วยลดปราณพิษที่ผลิตจากแบคทีเรียที่มีประโยชน์ที่อาศัยอยู่บริเวณลำไส้ใหญ่ส่วนปลาย กระเจี๊ยบเขียวจึงจัดเป็นผักสุขภาพสำหรับผู้ป่วยมะเร็งอีกชนิดหนึ่ง

เส้นใยที่ไม่ละลายน้ำและละลายน้ำของกระเจี๊ยบเขียว มีคุณสมบัติช่วยการขับถ่ายได้เป็นอย่างดี โดยเส้นใยที่ละลายน้ำได้มีคุณสมบัติในการดูดซับสารพิษและขับถ่ายออกทางอุจจาระ จึงไม่มีสารพิษตกค้างในลำไส้ และสำหรับผู้ที่ป่วยโรคเบาหวานและคอเลสเตอรอลสูง เส้นใยที่ละลายน้ำในกระเจี๊ยบเขียวจะช่วยลดการดูดซึมของคอเลสเตอรอลและน้ำตาลเข้าสู่ร่างกาย ช่วยในการขับถ่าย ซึ่งเป็นการช่วยกำจัดไขมันปริมาณสูงที่จับอยู่กับน้ำดีได้

ในประเทศไทย มีรายงานการทดลองเกี่ยวกับการรักษาโรคพยาธิตัวจี๊ด พบสารสกัดจากกระเจี๊ยบเขียวด้วยแอลกอฮอล์สามารถลดจำนวนพยาธิตัวจี๊ดในหนูถีบจักรได้ ดังนั้น ผู้ป่วยที่เป็นโรคพยาธิตัวจี๊ดควรไปพบแพทย์และกินกระเจี๊ยบเขียวเป็นผักติดต่อกันประมาณ 2 สัปดาห์

สรรพคุณเด่นที่สำคัญในการใช้เป็นยารักษาโรคของกระเจี๊ยบเขียว คือ การใช้เป็นยารักษาโรคกระเพาะและลำไส้อักเสบ ซึ่งเป็นโรคที่ทำให้เกิดอาการท้องผูกและท้องเสียสลับกัน และยังช่วยรักษาอาการปวดท้อง จากแผลในกระเพาะอาหารและแผลจากลำไส้เล็กส่วนต้น

ในปี 2547 มีรายงานการศึกษาพบว่าสารประกอบไกลโคไซเลต (glycosylated compounds ซึ่งประกอบด้วย โพลีแซกคาไรด์ (polysaccharides) และไกลโคโปรตีน (glycoproteins) ในกระเจี๊ยบเขียว มีฤทธิ์ยับยั้งความสามารถของเชื้อแบคทีเรีย เฮลิโคแบคเตอร์ ไพโลริ (helicobacter pylori) ในการเกาะเยื่อบุผิวของกระเพาะอาหาร ซึ่งแบคทีเรียตัวนี้เอง เป็นสาเหตุสำคัญของการเกิดแผลในกระเพาะอาหาร แต่สารไกลโคไซเลต จะมีฤทธิ์ลดลงเมื่อถูกความร้อน

ยางจากผลสดของกระเจี๊ยบเขียวช่วยรักษาแผลสด เมื่อถูกของมีคนบาดให้ใช้ยางจากฝักกระเจี๊ยบทาแผล แผลจะหายไว และไม่เป็นแผลเป็น

ส่วนผลอ่อนมีเมือกลื่นทำให้ผิวหนังชุ่มชื้น ชาวบ้านบางพื้นที่นิยมนำมาพอกผิวหนังที่รู้สึกแสบร้อน

ตำรับยาแก้พยาธิตัวจี๊ด

– ตำรับที่ 1 นำผลกระเจี๊ยบเขียวที่ยังอ่อนมาปรุงเป็นอาหาร เช่น ต้มหรือย่างไฟให้สุก จิ้มกับน้ำพริก หรือทำแกงส้ม แกงเลียง กินวันละ 3 เวลาทุกวัน โดยจะกินเท่าไหร่ก็ได้ แต่อย่างน้อยวันละ 4-5 ผล ติดต่อกัน 15 วัน หรือบางคนต้องกินเป็นเดือนจึงจะหาย

– ตำรับที่ 2 ใช้รากกระเจี๊ยบแดง กระเจี๊ยบเขียว ต้มกิน

ตำรับยารักษาโรคกระเพาะ

ใช้ฝักอ่อนกะเจี๊ยบเขียวหั่นตากแดดบดให้ละเอียด กินครั้งละ 1 ช้อนโต๊ะ โดยนำมาละลายในน้ำ นม น้ำผลไม้ หรืออาหารอ่อน ๆ กินวันละ 3-4 ครั้ง หลังอาหาร (เวลาละลายจะได้น้ำยาเหนียว ๆ)

ตำรับยาบำรุงข้อกระดูก

นำผลกระเจี๊ยบเขียว 3 ผล กินสดหรือต้มกับหอมแดงขนาดใหญ่ 1 หัว เพื่อบำรุงร่างกายและเพิ่มความยืดหยุ่นในกระดูก โดยเชื่อว่าเมือกในกระเจี๊ยบจะช่วยได้

ตำรับยาแก้ปวดท้อง

ใช้รากกระเจี๊ยบเขียวฝนกับน้ำธรรมดากิน

การกินกระเจี๊ยบเขียวนอกจากจะได้ความอร่อยแล้ว ยังเป็นการช่วยในเรื่องระบบขับถ่าย ระบบดูดซึมสารอาหาร ลดความเสี่ยงโรคแผลในกระเพาะอาหาร มะเร็งกระเพาะอาหาร มะเร็งลำไส้ใหญ่ และยังช่วยลดน้ำหนักและไขมันในเลือดได้ดีอีกด้วย

ขอบคุณแหล่งที่มา https://health.kapook.com

สรรพคุณรางจืด สมุนไพรล้างพิษ ติดยา-ติดเหล้า ก็เอาอยู่ !

No Comments

สรรพคุณรางจืด เป็นสมุนไพรที่มีชื่อเสียงไม่เบา

สรรพคุณรางจืด โดยเฉพาะสรรพคุณของรางจืดในเรื่องล้างพิษ หรือแก้เมา แต่นอกจากประโยชน์เหล่านี้แล้ว รางจืดยังมีดีที่อยากบอกให้รู้อีกเยอะ

แค่ชื่อสมุนไพรรางจืดก็คุ้นหูหรือผ่านตากันมาพอตัว เพราะรางจืดเองก็ถูกนำไปสกัดไว้ในรูปแบบแคปซูล หรือชาชง เพื่อเปิดโอกาสให้เราได้เข้าถึงรางจืดได้ง่ายขึ้น และหากใครยังไม่รู้ สรรพคุณของรางจืด เรามาทำความรู้จักสมุนไพรตัวจี๊ดชนิดนี้กัน

รางจืด กับชื่อเสียงเรียงนาม

รางจืดมีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Thunbergia laurifolia Linn. ส่วนในชื่อภาษาอังกฤษนั้น รางจืดถูกเรียกขานว่า laurel clock, blue trumpet vine หรือ laurel-leaved thunbergia แต่ในบ้านเรารางจืดมีชื่อเรียกที่หลากหลายพอสมควรค่ะ ไม่ว่าจะเป็นว่านรางจืด กำลังช้างเผือก ขอบชะนาง เครือเขาเขียว ยาเขียว คาย รางเย็น ดุหว่า ทดพุด น้ำนอง ย่ำแย้ แอดแอ รางจืดเถา หรือหนามแน่ เป็นต้น

รางจืด ลักษณะทางพฤกษศาสตร์

รางจืดมีลักษณะเป็นไม้เลื้อย มีเถาสีเขียวอมน้ำตาล รูปร่างค่อนข้างกลม ใบรางจืดเป็นรูปไข่ โคนใบมน ความกว้างของใบประมาณ 4-11 เซนติเมตร ยาว 10-16 เซนติเมตร ขอบใบค่อนข้างเป็นเหลี่ยม ปลายใบแหลม เรียว แผ่นใบหนา มันปลาบ ก้านใบยาว 1-6 เซนติเมตร

กลีบดอกรางจืดมีสีม่วง ลักษณะเป็นรูปกรวย กลีบเลี้ยงเกลี้ยง ปลายกลีบแยกเป็น 5 แฉก แต่ละแฉกเป็นรูปไข่ ปลายมน โดยหลอดด้านในมีสีเหลือง มีเกสรเพศผู้ 4 อัน ส่วนผลของรางจืดเป็นรูปทรงกลมคล้ายหลอด ปลายฝักแหลมและโค้งเล็กน้อยเป็นจะงอยปากนก ฝักอ่อนมีสีเขียว พอแก่สีจะเปลี่ยนเป็นน้ำตาลอมดำ ถ้าแก่เต็มที่ฝักจะปริออกเป็น 2 ซีก

รางจืด สรรพคุณดี๊ดี

สรรพคุณของรางจืดที่อยากนำเสนอมาก ๆ มีดังนี้

1. แก้ไข้
รางจืดเป็นสมุนไพรที่มีรสเย็น ตามตำรับยาสมุนไพรไทยใช้รางจืดปรุงเป็นยาเขียวแล้วดื่มเพื่อลดไข้
2. แก้ท้องเสีย ท้องร่วง


เนื่องจากสมุนไพรรางจืดมีฤทธิ์ถอนพิษผิดสำแดงหรือพิษอื่น ๆ จึงสามารถใช้รางจืดแก้อาการท้องร่วง ท้องเสียได้
3. ถอนพิษแมงดาทะเล
ในแมงดาทะเลหรือปลาปักเป้าจะมีสารพิษที่ชื่อว่า เทโทรโดท็อกซิน (Tetrodotoxin) ซึ่งหากมนุษย์ได้รับสารพิษชนิดนี้จากการกินแมงดาทะเลหรือปลาปักเป้าอาจร้ายแรงถึงตายได้ แต่มีรายงานจากโรงพยาบาลชุมพรเขตรอุดมศักดิ์ เผยว่า ผู้ป่วย 2 รายที่กินแมงดาทะเลและรับสารพิษชนิดนี้เข้าไปมีอาการดีขึ้นหลังได้รับรางจืดผ่านการกรอกทางสายยาง และรอดชีวิตได้ในที่สุด
4. บรรเทาพิษยาฆ่าแมลง ยาเบื่อ
หมอพื้นบ้านมักจะนำรางจืดมาใช้ถอนพิษชาวบ้านที่ได้รับยาฆ่าแมลง ยาเบื่อชนิดต่าง ๆ โดยนำใบรางจืดสดมาคั้นน้ำให้ผู้ป่วยที่กินยาฆ่าแมลงดื่มโดยเร็วที่สุด เป็นการปฐมพยาบาลเบื้องต้นก่อนนำส่งโรงพยาบาล สอดคล้องกับงานวิจัยในหนูทดลองที่พบว่า สารสกัดด้วยน้ำของใบรางจืดมีฤทธิ์ต้านสารพิษพาราควอตได้ โดยทำให้อัตราการตายของหนูทดลองลดลง

ขณะที่การศึกษาของคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล ก็พบเช่นกันว่า หนูทดลองที่กินผงจากรากรางจืดผสมกับน้ำยาสตริกนิน ไม่เป็นอันตรายใด ๆ แสดงให้เห็นว่าผงจากรากรางจืดสามารถช่วยดูดซับสารพิษชนิดนี้ไว้ได้ อย่างไรก็ตาม การจะนำมาใช้ในคนต้องมีการศึกษาถึงปริมาณที่เหมาะสมต่อไป

5. รางจืดช่วยเลิกยาเสพติด
ภาควิชาสรีรวิทยา คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ได้ทำการศึกษาฤทธิ์ของสารสกัดรางจืดต่อเซลล์สมองแล้วพบว่า รางจืดมีฤทธิ์ต่อระบบประสาทคล้ายกับสารเสพติดประเภทแอมเฟตามีนและโคเคน โดยมีฤทธิ์เพิ่มการหลั่งสารโดพามีนเช่นเดียวกับการออกฤทธิ์ของยาเสพติดดังกล่าว ฉะนั้นการให้ผู้ป่วยติดยาเสพติดได้รับการรักษาด้วยสารสกัดจากรางจืด อาจทำให้ผู้ป่วยเกิดความพึงพอใจเช่นเดียวกับการใช้สารเสพติด ดังนั้นรางจืดอาจเป็นอีกหนึ่งทางเลือกในการรักษาอาการติดยาเสพติดด้วยสมุนไพรไทย
6. ช่วยแก้เมา-เลิกเหล้า


คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้ศึกษาฤทธิ์ของรางจืดในการต้านพิษแอลกอฮอล์ต่อตับ ซึ่งพบว่า สารสกัดด้วยน้ำของรางจืด ช่วยป้องกันการตายของเซลล์ตับจากพิษของแอลกอฮอล์ในหลอดทดลองและในหนูทดลองที่ได้รับแอลกอฮอล์ โดยทำให้ค่า AST, ALT ในพลาสมาและไตรกลีเซอร์ไรด์ในตับลดลง และลดการเปลี่ยนแปลงสภาพทางจุลพยาธิวิทยาของตับเมื่อเปรียบเทียบกับหนูที่ได้รับแอลกอฮอล์อย่างเดียว

นอกจากนี้ การศึกษาของมหาวิทยาลัยขอนแก่นที่ศึกษาฤทธิ์ของรางจืดต่ออาการขาดเหล้าพบว่า สารสกัดรางจืด ช่วยลดภาวะซึมเศร้าและมีส่วนทำให้พฤติกรรมที่เกี่ยวกับการเคลื่อนไหวของหนูเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดี โดยไม่มีผลลดความวิตกกังวล ทว่าสารสกัดรางจืดช่วยลดการถูกทำลายของเซลล์ประสาทในหนูเนื่องจากขาดเหล้าได้

ขณะที่โรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร ก็เผยสรรพคุณของรางจืดที่ช่วยบำรุงดูแลตับและช่วยลดระดับแอลกอฮอล์ในลมหายใจได้ โดยจากการให้อาสาสมัครดื่มน้ำสกัดจากใบรางจืด 15 นาที ก่อนดื่มแอลกอฮอล์พบว่า สารสกัดรางจืดช่วยลดปริมาณแอลกอฮอล์ได้ จากการตรวจวัดระดับแอลกอฮอล์ในลมหายใจ นอกจากนี้ยังมีหลักฐานทางภูมิปัญญาพื้นบ้านที่ใช้รางจืดในการต้านพิษสุรา เช่น ช่วยลดอาการเมาเหล้า และช่วยลดอาการแฮงก์หลังดื่มแอลกอฮอล์ เป็นต้น

7. ต้านอาการอักเสบ
รางจืดเป็นสมุนไพรที่มีสารต้านอนุมูลอิสระสูงมาก มีรายงานว่า หมอยาพื้นบ้านนิยมใช้รางจืดรักษาอาการผด ผื่นคัน แมลงสัตว์กัดต่อย เริม งูสวัด และยังมีการศึกษาว่า รางจืดมีฤทธิ์ต้านอาการอักเสบได้ดีเท่ากับยาสเตียรอยด์อีกด้วย
8. แก้ปวดบวม


ตำรับยาพื้นบ้านนิยมนำใบรางจืดมาตำแล้วพอกบริเวณที่ปวดหรือบวม โดยสารในใบรางจืดจะช่วยลดอาการอักเสบที่เป็นต้นเหตุของอาการปวด บวม รวมไปถึงอาการปวด บวมจากสัตว์มีพิษ ใบรางจืดก็จะช่วยถอนพิษร้ายให้
9. แก้ประจำเดือนไม่ปกติ บำรุงสตรีหลังคลอด
ตำรับยาไทยใช้รางจืดแก้อาการประจำเดือนมาไม่ปกติ …

สรรพคุณมะกอก สมุนไพรไทย สรรพคุณและโทษของมะกอก มีอะไรบ้าง

No Comments
สรรพคุณมะกอก

สรรพคุณมะกอก มะกอกป่า คือ พืชพื้นเมืองของไทย

สรรพคุณมะกอก ผลมีรสเปรี้ยว ให้ผลตลอดปี สามารถนำมะสกัดทำน้ำมันมะกอกได้

สรรพคุณของมะกอก เช่น ขับปัสสาวะ แก้กระหาย ลดความดัน ลดความอ้วน บำรุงผิว โทษของมะกอกมีอะไรบ้าง

ต้นมะกอก เป็นไม้ยืนต้น พืชท้องถิ่นที่มีถิ่นกำเนิดในเขตเอเชีย เช่น อินเดีย มาเลเซีย อินโดนีเซีย ไทย มะกอกเป็นพืชที่ให้ผลได้ตลอดทั้งปี

สำหรับมะกอกในประเทศไทย สามารถพบได้ทุกภูมิภาค พบมากในป่าเบญจพรรณและป่าแดง สามารถขยายพันธุ์โดยการเพาะเมล็ด

ต้นมะกอก มีชื่อสามัญ ว่า Hog plum ชื่อวิทยาศาสาตร์ของมะกอก คือ Spondias pinnata (L. f.) Kurz จัดเป็นพืชตระกูลเดียวกับมะม่วง

ชื่อเรียกอื่นๆของมะกอก เช่น กูก กอกกุก กอกเขา ไพแซ กอกหมอง กราไพ้ย ไพ้ย ตะผร่าเหมาะ กอกป่า

มะกอกไทย มะกอกป่า สือก้วยโหยว โค่ยพล่าละ แผละค้อก เพี๊ยะค๊อก ลำปูนล ตุ๊ดกุ๊ก ไฮ่บิ้ง เป็นต้น

ชนิดของมะกอก

สำหรับมะกอกในประเทศไทย พบว่ามีมะกอก 4 ชนิด คือ มะกอกป่า มะกอกฝรั่ง มะกอกน้ำ

และ มะกอกโอลีฟ ซึ่งมะกอกฝรั่ง เป็นมะกอกที่มีผลรสหวาน นิยมนำมารับประทานสดเป็นผลไม้ ส่วนมะกอกน้ำนิยมนำมาดองและแช่อิ่ม

และ มะกอกโอลีฟจะนำมาสกัดเอาน้ำมันมะกอก

ลักษณะของต้นมะกอก

ต้นมะกอก พืชตระกลูมะม่วง สามารถขยายพันธ์ได้โดยการเพาะเมล็ด มีถิ่นกำเนิดในเขตประเทศแถบเอเชียรวมถึงประเทศไทย

มักพบขึ้นตามป่าเบญจพรรณ ป่าเต็งรัง ป่าแดง และ ป่าดิบแล้งทุกภาคของประเทศไทยด้วย เป็นไม้ยืน ลักษณะของต้นมะกอก มีดังนี้

-ลำต้นมะกอก ลำต้นตั้งตรง ลักษณะกลม ความสูงประมาณ 25 เมตร ลำต้นแตกกิ่งก้าน เปลือกของลำต้นเป็นสีเทา

ลักษณะเปลือกหนา เรียบ มีปุ่มปมเล็กน้อย มีรูอากาศตามลำต้น

-ใบมะกอก เป็นใบประกอบ ลักษณะแบบขนนก มีชั้นเดียว เรียงสลับตามกิ่ง เนื้อใบหนา เป็นมัน ท้องใบเรียบ

ปลายใบแหลม โคนใบมน ขอบใบไม่เท่ากัน ใบอ่อนสีน้ำตาลแดง
-ดอกมะกอก ออกเป็นช่อ ลักษณะเป็นรูปถ้วย ดอกมะกอกออกที่ปลายกิ่ง และ ซอกใบ ดอกย่อยเป็นสีครีม กลีบดอกเป็นรูปรี

ปลายกลีบดอกแหลม ดอกมะกอกจะออกในช่วงเดือนธันวาคมถึงเดือนกุมภาพันธ์
-ผลมะกอก ลักษณะของผลเป็นรูปไข่ ผลสดมีเนื้อฉ่ำน้ำ เป็นสีเขียว ผลแก่เป็นสีเหลืองอมสีเขียว

หรือ สีเหลืองอ่อน รสเปรี้ยวจัด มีเมล็ดเดี่ยวขนาดใหญ่และแข็งมาก ภายในผล ผิวเมล็ดลักษณะเป็นเสี้ยนและขรุขระ

คุณค่าทางโภชนาการของมะกอก

สำหรับมะกอก มีรสเปรี้ยว สามารถนำมารับประทานแต่งรสชาติอาหาร และ นำมาสกัดทำน้ำมันมะกอก

ซึ่ง ในมะกอกมีคุณค่าทางโภชนาการสูง ประกอบด้วย พลังงาน กากใยอาหาร แคลเซียม ฟอสฟอรัส ธาตุเหล็ก เบต้าแคโรทีน วิตามินเอ วิตามินบี1 วิตามินบี2 ไนอาซิน และ วิตามินซี

คุณค่าทางโภชนาการของผลมะกอก ขนาด 100 กรัม พบว่าให้พลังงาน 46 กิโลแคลอรี มีสารอาหารสำคัญ

ประกอบด้วย กากใยอาหาร 16.7 กรัม สารต้านอนุมูลอิสระ ( เบตาแคโรทีน ) 2,017 ไมโครกรัม วิตามินเอ 337 ไมโครกรัม วิตามินซี 53 มิลลิกรัม และ แคลเซียม 49 มิลลิกรัม

คุณค่าทางโภชนาการของใบอ่อนมะกอก ขนาด 100 กรัม พบว่าให้พลังงาน 46 กิโลแคลอรี มีสารอาหารสำคัญประกอบด้วย

กากใยอาหาร 16.7 กรัม แคลเซียม 49 …

สมุนไพรน้ำผึ้ง แก้สิว ผิวก็สวย มหัศจรรย์ธรรมชาติจริงๆ ที่น้ำหวานๆ แสนอร่อยจากผึ้ง

No Comments
สมุนไพรน้ำผึ้ง

สมุนไพรน้ำผึ้ง น้ำผึ้งเป็นสมุนไพรไทยอย่างหนึ่งที่เราเอาใช้ประโยชน์เรื่องผิวพรรณได้ด้วยนะ

สมุนไพรน้ำผึ้ง ไม่ว่าจะนำมามาสก์หน้า หรือเอาไปผสมกับผลไม้อื่นๆ แล้วนำมามาสก์หน้า หลังล้างออกเราจะพบได้เลยว่าหน้านุ่ม ชุ่มชื่น นั่นเพราะมีแร่ธาตุ และวิตามินมากมายที่ดีกับผิว แถมยังใช้ได้กับทุกสภาพผิวทีเดียว

ดูแลสิว ผิวใส
สาวๆ ยุคก่อนนำน้ำผึ้งมาใช้ทั้งกินทั้งทา เพราะดีทั้งต่อสุขภาพและผิวพรรณ แต่สิ่งที่สาวโบราณอาจจะยังไม่รู้ ว่าทำไมนะ หลังการมาสก์หน้าด้วยน้ำผึ้งนั้น ผิวถึงได้ใส นุ่ม และยังไม่มีสิวมากวนใจด้วย เรื่องของเรื่องก็คือ ในน้ำผึ้งมีแร่ธาตุ เอนไซม์ และวิตามินมากมายที่มากับเกสรดอกไม้ ไม่ว่า แร่ธาตุแคลเซียม แมกนีเซียม โปตัสเซียม ฟอสฟอรัส หรือวิตามินไรโบเฟลวิน หรือไนอะซิน นอกจากนี้ยังมีกรดอ่อนๆ ที่ช่วยขจัดเซลล์ผิวเก่าออกไป ทำให้ผิวใสขึ้น

ที่สำคัญ ในน้ำผึ้งยังมีสารตัวหนึ่งที่ช่วยทำลายแบคทีเรีย สาเหตุหนึ่งของปัญหาสิวได้ด้วย นั่นคือไปสร้างเอนไซม์ที่ทำให้เกิดสารไฮโดรเจน เปอร์ออกไซด์ อย่างอ่อนๆ ซึ่งจะปล่อยออกซิเจนและน้ำออกมา ผลก็คือทำให้แบคทีเรียไม่สามารถเติบโตได้นั่นเอง สิวจึงค่อยๆ ยุบตัวลงตามธรรมชาติ โดยที่ไม่ทำให้ผิวอักเสบ แถมยังได้อาหารผิวซึมซาบลงสู่ผิวพร้อมกันไปด้วย

สูตรสวยด้วยน้ำผึ้ง
1.น้ำผึ้ง + มะขาม
สูตรขาวใสแบบธรรมชาติจริงๆ แค่นำมะขามเปียกมามาบดด้วยช้อนให้ละเอียด แล้วเติมน้ำผึ้งลงไปในสัดส่วน 1:2 (ถ้าผิวแพ้ง่ายควรทดสอบก่อน เพราะอาจแพ้กรดผลไม้ได้) หรือในสัดส่วนที่เหมาะกับผิวของเรา (ยิ่งบอบบางยิ่งให้น้ำผึ้งมีมากกว่า) ผสมให้เข้ากัน แล้วนำมาพอกหน้าทิ้งไว้สัก 5 นาที จากนั้นล้างออก ผิวจะหอม ขาวใส นุ่มนวล

2.น้ำผึ้ง + กล้วย
สูตรนี้ช่วยเรื่องสิวได้ดี และยังนุ่มน่าจับ แค่นำกล้วยน้ำว้าสุกบดผสมกับน้ำผึ้งในสัดส่วน 2:1 จากนั้นนำมาพอกหน้าทิ้งไว้ 5 – 10 นาที แล้วล้างออก

3.น้ำผึ้ง + แตงกวา
สูตรนี้ให้นำแตงกวา 1 ลูกมาคั้นเอาแต่น้ำ จากนั้นผสมกับน้ำผึ้ง 2 ช้อนชาแล้วทาให้ทั่วใบหน้า ทิ้งไว้สัก 5 – 10 นาที แล้วล้างออก ตามด้วยการบำรุงด้วยมอยเจอร์ไรเซอร์ สามารถทำเป็นโทนเนอร์เช็ดหน้าได้ทุกวัน

แต่หากสาวๆคนไหน มองว่ายุ่งยากในการตระเตรียม เอาเป็นว่าใครอยากมีผิวใสๆ ก็ลองมองหาสารสกัดจากธรรมชาติอย่างน้ำผึ้งเป็นส่วนผสมหนึ่งในเครื่องสำอาง ผิวเราจะได้ลดการพึ่งสารเคมี และยังเป็นทางลัดของปัญหาสิวได้อีกด้วย

ขอบคุณแหล่งที่มา https://www.sanook.com

สรรพคุณบอระเพ็ด สมุนไพรรสขม สรรพคุณเป็นยาอายุวัฒนะ

No Comments
สรรพคุณบอระเพ็ด

สรรพคุณบอระเพ็ด คำโบราณที่ว่าไว้ หวานเป็นลม ขมเป็นยา

สรรพคุณบอระเพ็ด เป็นความจริงที่เถียงก็ยาก ดูอย่างบอระเพ็ด สมุนไพรรสขมปี๋ชนิดนี้ ที่ข้างในมีดีอยู่เยอะแยะ มาลองทำความรู้จักสรรพคุณของบอระเพ็ดกันดีกว่า เห็นว่าช่วยลดไข้ แก้ร้อนใน ช่วยให้เจริญอาหาร และยังช่วยบรรเทาได้อีกหลายอาการป่วย

บอระเพ็ด กับความเด็ดที่น่าสนใจ

บอระเพ็ดมีชื่อภาษาอังกฤษว่า Tinospora cordifolia ชื่อวิทยาศาสตร์ของบอระเพ็ดคือ Tinospora crispa (L.) Miers ex Hook.f&Thomson จัดเป็นไม้เถาอยู่ในวงศ์ Menispermaceae และนอกจากชื่อบอระเพ็ดแล้ว ในบ้านเรายังเรียกบอระเพ็ดในอีกหลาย ๆ ชื่อ เช่น ตัวเจตมูลยาน เถาหัวด้วน หางหนู จุ่งจิง เครือเขาฮอ เจตมูลหนาม หรือจุ้งจาลิงตัวแม่

บอระเพ็ด ลักษณะทางพฤกษศาสตร์อย่างเด่น

บอระเพ็ดเป็นไม้เถาเนื้อแข็ง ไม่มีขน ยาวได้ถึง 15 เมตร ลำต้นมีเส้นผ่านศูนย์กลาง 1-2 เซนติเมตร เปลือกเถาหนา 1.5-2.5 มิลลิเมตร ผิวบอระเพ็ดเป็นสีน้ำตาล เนื้อในมีสีเทาแกมเหลือง เถามีลักษณะกลม ผิวเปลือกเถาขรุขระเป็นปุ่มกระจายไปทั่ว และเมื่อแก่จะเห็นปุ่มปมเหล่านี้หนาแน่นและชัดเจนมาก

เปลือกเถาบอระเพ็ดมีรสขม ลอกออกได้ ใบเป็นใบเดี่ยว ออกเรียงสลับ ใบบอระเพ็ดมีลักษณะเป็นรูปหัวใจ ขอบใบเรียบ แผ่นใบเรียบ ก้านใบยาว 8-10 เซนติเมตร ส่วนดอกบอระเพ็ดจะออกตามซอกใบ ดอกแยกเพศอยู่คนละช่อ ลักษณะดอกบอระเพ็ดมีสีเขียวอมเหลือง ดอกขนาดจิ๋ว ผลรูปร่างค่อนข้างกลม มีสีเหลืองหรือสีแดง

บอระเพ็ด สรรพคุณเด็ดดวง

สรรพคุณของบอระเพ็ดหลัก ๆ แล้วจัดเป็นสมุนไพรแก้ไข้ ลดความร้อนในร่างกาย โดยประโยชน์ของบอระเพ็ดสามารถจำแนกได้ ดังนี้

1. แก้ไข้


เถาบอระเพ็ดมีรสขมจัด สรรพคุณช่วยแก้ไข้ทุกชนิด โดยใช้เถาแก่สดหรือต้นสด 2 คืบครึ่ง (30-40 กรัม)

ตำผสมน้ำเล็กน้อย แล้วคั้นเอาแต่น้ำมาดื่ม หรือต้มกับน้ำโดยใช้น้ำ 3 ส่วน เคี่ยวให้เหลือ 1 ส่วน ดื่มเป็นยาขมวันละ 2 ครั้ง ก่อนอาหารเช้า-เย็น หรือเวลามีอาการ

2. ช่วยเจริญอาหาร แก้เบื่ออาหาร
ใช้เถาแก่สดหรือต้นสด 2 คืบครึ่ง (30-40 กรัม) ตำแล้วคั้นเอาแต่น้ำมาดื่ม

หรือต้มกับน้ำโดยใช้น้ำ 3 ส่วน เคี่ยวให้เหลือ 1 ส่วน ดื่มเป็นยาขมวันละ 2 ครั้ง ก่อนอาหารเช้า-เย็น

หรือเวลามีอาการ หรือบดเป็นผง ทำให้เป็นลูกกลอนรับประทานวันละ 2 ครั้ง ก่อนอาหารเช้า, เย็น

3. บำรุงกำลัง
ต้นบอระเพ็ดสามารถนำมาต้มเป็นยาขมดื่มบำรุงกำลัง บำรุงธาตุได้ โดยใช้ต้นบอระเพ็ดล้างสะอาด ประมาณ 2 คืบครึ่ง ตำให้แหลกแล้วมาคั้นเอาแต่น้ำไปดื่มบำรุงกำลัง หรือจะต้มตำรับเดียวกับยาลดไข้ก็ได้เช่นกัน

4. รักษาโรคผิวหนัง ผดผื่นคันตามร่างกาย


ในใบบอระเพ็ดมีสารที่ช่วยรักษาโรคผิวหนัง โดยเฉพาะอาการผดผื่นคัน โดยนำใบบอระเพ็ดล้างสะอาด ตำให้ละเอียด

จากนั้นนำมาพอกตามจุดที่มีผื่นคัน หรือบริเวณผิวที่มีการอักเสบ เพราะสารในใบบอระเพ็ดมีฤทธิ์ต้านอาการอักเสบได้

5. แก้ฝี แก้ฟกช้ำ
ใช้ใบบอระเพ็ดตำให้ละเอียดแล้วมาพอกฝี หรือแก้ฟกช้ำตามส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย

6. เป็นยาอายุวัฒนะ
ส่วนทั้ง 5 ของบอระเพ็ด คือ ราก ต้น ใบ ดอก ผล นำมาปรุงยาอายุวัฒนะได้

ซึ่งจะช่วยแก้ปวดเมื่อย แก้ไข้ ปวดศีรษะ รักษาฟัน รักษาโรคริดสีดวงทวาร

ช่วยให้เจริญอาหาร แก้ฝีมดลูก แก้ร้อนใน ลดความร้อน แก้ดีพิการ แก้เสมหะ บำรุงเลือดลม และแก้ไข้จับสั่น เป็นต้น

7. ลดน้ำตาลในเลือด


ผลการศึกษาจากคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล พบว่า บอระเพ็ดสามารถลดระดับน้ำตาลในเลือดของผู้ป่วยภาวะอ้วนลงพุงที่รับประทานแคปซูลผงบอระเพ็ด ขนาด 250 มิลลิกรัม วันละ 2 ครั้ง หรือยาหลอกเป็นเวลา 2 เดือน ได้อย่างมีนัยสำคัญเมื่อเปรียบเทียบกับระดับน้ำตาลในเลือดของกลุ่มทดลองก่อนรับประทานบอระเพ็ด ทว่าการทดลองเรื่องบอระเพ็ดลดน้ำตาลในเลือดจำเป็นต้องศึกษาลึกไปกว่านี้เพื่อความชัดเจนและถูกต้องของข้อมูล…