หมวดหมู่: สมุนไพร

สมุนไพรส้มกุ้ง

No Comments
สมุนไพรส้มกุ้ง

สมุนไพรส้มกุ้ง

 

สมุนไพรส้มกุ้ง

สมุนไพรส้มกุ้ง มีชื่อท้องถิ่นอื่น ๆ ว่า สนขี้มด (หนองคาย), ส้มกุ้ง (ระนอง, ตรัง) เป็นต้น ส้มกุ้ง ชื่อสามัญ False Black Pepper, White-flowered Embelia, Vidanga, Vaividang, Vai Vidang, Vavding  ส้มกุ้ง ชื่อวิทยาศาสตร์ Embelia ribes Burm.f. (ชื่อพ้องวิทยาศาสตร์ Embelia gaseinifolia Wall. Ex Ridl) จัดอยู่ในวงศ์ PRIMULACEAE (MYRSINACEAE)

ลักษณะของส้มกุ้ง
ต้นส้มกุ้ง จัดเป็นพรรณไม้พุ่มรอเลื้อยหรือไม้เลื้อย มีความสูงได้ประมาณ 3-6 เมตร และอาจยาวได้ถึง 13 เมตร
ใบส้มกุ้ง ใบเป็นใบเดี่ยว ออกเรียงสลับ ลักษณะของใบเป็นรูปขอบขนานแกมวงรีถึงรูปขอบขนานแกมใบหอก ปลายใบเรียวแหลม โคนใบเป็นรูปลิ่มหรือกลม ส่วนขอบใบเรียบ ใบมีขนาดกว้างประมาณ 1.2-3 เซนติเมตร และยาวประมาณ 3-8 เซนติเมตร ผิวใบเกลี้ยงเป็นมันดอกส้มกุ้ง ออดอกเป็นช่อแยกแขนง โดยจะออกที่ปลายกิ่ง ยาวประมาณ 10-20 เซนติเมตร ดอกย่อยเป็นสีเขียวหรือสีขาว กลีบเลี้ยงดอกเชื่อมติดกัน ปลายแยกเป็นแฉกลึก ยาวประมาณ 0.5 มิลลิเมตร กลีบดอกเชื่อมติดกัน ปลายแยกเป็นแฉกลึก ลักษณะเป็นรูปวงรี ยาวประมาณ 1.5-2 มิลลิเมตร ด้านนอกมีขนขึ้นหนาแน่น ผลส้มกุ้ง ผลเป็นผลสด ลักษณะของผลเป็นรูปทรงกลม มีขนาดกว้างประมาณ 3-4 มิลลิเมตร ผลอ่อนเป็นสีเขียว เมื่อสุกแล้วจะเปลี่ยนเป็นสีแดงหรือดำ ฉ่ำน้ำ

สรรพคุณของส้มกุ้ง
ใช้เป็นยาลดระดับน้ำตาลในเลือด ลดไขมันในเลือด ด้วยการใช้เมล็ดส้มกุ้งที่แห้งแล้วนำมาป่นให้เป็นผง ใช้ประมาณ 1-2 ช้อนชา นำมาชงกับน้ำร้อนดื่ม เช้าและเย็น (เมล็ด)
รากและใบใช้เป็นยาแก้โลหิต (ราก,ใบ)
ใช้เป็นยาแก้ไอ (เถา, ราก, ใบ)
รากใช้เป็นยาขับเสมหะ ละลายเสมหะ แก้เสมหะ (ราก) กัดฟอกเสมหะ (เถา, ใบ)กัดฟอกเสมหะและโลหิต (เนื้อไม้)

รากหรือเถาใช้เป็นยารักษาริดสีดวงจมูก (รากหรือเถา)
ใบมีสรรพคุณเป็นยาแก้หอบหืด (ใบ)
ใช้เป็นยาระบายอ่อนๆ ทำให้อุจจาระนิ่ม (เถา, ใบ)
รากใช้เป็นยาถ่ายพรรดึก (ราก)
ใช้เป็นยาขับฟอกโลหิตระดู (เถา, ใบ)
เนื้อไม้และกระพี้นำมาหั่นเป็นชิ้นเล็กๆ ต้มกับน้ำกินเป็นยาแก้อาการปัสสาวะขัดหรือขุ่น แก้นิ่วในกระเพาะปัสสาวะ ช่วยชะล้างทางเดินปัสสาวะ (เนื้อไม้และกระพี้)
ช่วยแก้อาการช้ำใน (เถา, เนื้อไม้, ราก, ใบ)[1]
ใช้เป็นยาถ่ายเส้นเอ็น (เถา, เนื้อไม้, ราก)[1] ช่วยทำให้เส้นเอ็นหย่อน (ใบ)
ข้อมูลทางเภสัชวิทยาของส้มกุ้ง
สารสำคัญที่พบ ได้แก่ christenbine, embelin, quercitol, D-querecitol, vilangin
ส้มกุ้งมีฤทธิ์ยับยั้งเบาหวาน ลดระดับน้ำตาลในเลือด ลดระดับไขมันในเลือด ทำให้ผอมลง ยับยั้งฟันผุ ขับเสมหะ ขับปัสสาวะ คุมกำเนิด ทำให้แท้งบุตร ยับยั้งความเป็นพิษต่อตับ ต้านเชื้อแบคทีเรีย
จากการทดสอบความเป็นพิษ เมื่อฉีดสารสกัดจากเมล็ดส้มกุ้งด้วย 50% เอทานอลเข้าที่ช่องท้องของหนูถีบจักร พบว่าในขนาดที่ทำให้หนูทดลองตายเป็นจำนวนครึ่งหนึ่งมีค่าเท่ากับ 750 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม
เมื่อปี ค.ศ.1979 ที่ประเทศอินเดีย ได้ทำการทดลองใช้สารสกัดจากเมล็ดของส้มกุ้งในสัตว์ทดลอง ผลการทดลองพบว่าสมุนไพรชนิดนี้สามารถช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือดได้
เมื่อปี ค.ศ.1991 ที่ประเทศอินเดีย ได้ทำการทดลองให้หนูขาวกินสารสกัดจากเมล็ดส้มกุ้งด้วย 50% เอทานอล ในขนาด 75 มิลลิกรัม นานติดต่อกัน 36 วัน ผลการทดลองพบว่าหนูผอมลง และมีระดับไขมันในเลือดลดลง
ประโยชน์ของส้มกุ้ง
ผลสุกใช้รับประทาน เป็นผลไม้ป่าชนิดหนึ่ง
ใบอ่อนและยอดอ่อนสามารถนำมารับประทานเป็นผัก หรือนำมาใส่ในแกงส้ม แกงเลียงรวมกับผักอื่น

ขอบคุณแหล่งที่มา https://medthai.com

สมุนไพรกรวย

No Comments
สมุนไพรกรวย

สมุนไพรกรวย

สมุนไพรกรวย

สมุนไพรกรวย มีชื่อท้องถิ่นอื่น ๆ ว่า กรวย กรวยน้ำ กรวยสวน (กรุงเทพฯ), กะเพราพระ เพราพระ (ชุมพร), จุมพร้า ตุมพระ (นครศรีธรรมราช), ตุมพระ (สตูล), ยางู (สตูล), ตือระแฮ ระหัน หัน (ปัตตานี) เป็นต้น (บางข้อมูลเรียกชื่อ

สมุนไพรชนิดนี้ว่า “กรวยบ้าน“)
กรวย ชื่อวิทยาศาสตร์ Horsfieldia irya (Gaertn.) Warb. จัดอยู่ในวงศ์จันทน์เทศ (MYRISTICACEAE)

ลักษณะของกรวย
ต้นกรวย จัดเป็นพรรณไม้ยืนต้นไม่ผลัดใบขนาดกลาง มีความสูงได้ประมาณ 10-25 เมตร โคนต้นเป็นพอน มักมีรากค้ำยันบริเวณโคนต้น เรือนยอดมีลักษณะแคบยาวหรือเป็นรูปกรวยคว่ำ กิ่งแตกเกือบตั้งฉากกับลำต้น ปลายกิ่งห้อยลู่ลง เปลือกต้นเรียบหรือแตกเป็นร่องตื้น ๆ เล็กน้อย เป็นสีน้ำตาลหรือเทา เมื่อสับเปลือกจะมียางใสสีแดงไหลออกมามาก ตามเปลือกและกิ่งจะมีช่องอากาศทั่วไป ขยายพันธุ์โดยใช้เมล็ดและวิธีการตอนกิ่ง พรรณไม้ชนิดนี้มีเขตการกระจายพันธุ์ในศรีลังกา หมู่เกาะอันดามัน พม่า ภูมิภาคอินโดจีน และภูมิภาคมาเลเซีย ส่วนในประเทศไทยพบขึ้นกระจายพันธุ์ทางภาคกลาง ภาคตะวันออกเฉียงใต้ และภาคใต้ โดยมักขึ้นตามป่าดิบชื้นริมน้ำหรือบนที่ราบตามริมฝั่งแม่น้ำลำคลองตอนที่ติดต่อกับทะเล

ใบกรวย ใบเป็นใบเดี่ยว ออกเรียงสลับ ลักษณะของใบเป็นรูปขอบขนานหรือรูปรีแกมรูปขอบขนาน ปลายใบแหลม โคนใบมนหรือแหลม ส่วนขอบใบเรียบ ใบมีขนาดกว้างประมาณ 4-8 เซนติเมตร และยาวประมาณ 15-25 เซนติเมตร เส้นแขนงใบมีข้างละ 10-18 เส้น เป็นเส้นตรงขนานกัน ปลายเส้นโค้งขึ้นเลียบขอบใบ แผ่นใบด้านบนเป็นสีเขียวเข้ม ส่วนด้านล่างเป็นสีนวล ก้านใบยาวประมาณ 0.5-1 เซนติเมตร

ดอกกรวย ดอกแยกเพศอยู่ต้นเดียวกัน โดยจะออกเป็นช่อแยกแขนงตามซอกใบ ยาวประมาณ 10-16 เซนติเมตร มีขน ช่อดอกเพศผู้จะแตกแขนงแผ่กว้างกว่าช่อดอกเพศเมีย ดอกมีขนาดเล็กมากและมีจำนวนมาก ดอกเป็นสีเหลืองอ่อนและมีกลิ่นหอม ออกชิดกันแน่นเป็นกลุ่ม ๆ ตามแขนงช่อดอก วงกลีบรวมติดกัน ส่วนบนแยกเป็น 2 กลีบ ดอกเพศผู้จะมีเกสรเพศผู้ 6-10 อัน ส่วนดอกเพศเมียจะมีขนาดใหญ่กว่าดอกเพศผู้ ออกดอกในช่วงประมาณเดือนมีนาคมถึงเดือนเมษายน

ผลกรวย ผลมีลักษณะกลมเป็นผลแบบมีเนื้อ ออกเป็นพวง พวงละประมาณ 2-5 ผล ผลมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 2-3 เซนติเมตร ผนังผลหนา เมื่อสุกผลจะเป็นสีส้มหรือสีแดงอมส้ม ก้านผลมีขนาดยาวประมาณ 0.8-1.1 เซนติเมตร ภายในผลมีเมล็ด 1 เมล็ด เมล็ดมีลักษณะเป็นรูปไข่สีน้ำตาล แข็ง และมีขนาดใหญ่ เนื้อหุ้มเมล็ดเป็นสีแดงอมส้ม หุ้มเมล็ดมิดชิดโดยรอบหรือเปิดเป็นช่องเล็ก ๆ ที่ส่วนบน ออกผลในช่วงประมาณเดือนพฤษภาคมถึงเดือนมิถุนายน

สรรพคุณของกรวย
ชาวมาเลเซียจะใช้เปลือกต้นนำมาต้มกับน้ำเดือด ใช้เป็นยากลั้วปากและคอ แล้วบ้วนทิ้งเพื่อช่วยบำบัดอาการเจ็บคอได้ดี (เปลือกต้น)[1] (บางข้อมูลระบุว่า ให้ใช้น้ำยางจากเปลือกต้น
เปลือกต้นใช้ต้มกับน้ำดื่มเป็นยาบำรุงโลหิต (เปลือกต้น)
ประโยชน์ของกรวย
ใช้ประโยชน์ในด้านภูมิทัศน์ ปลูกเพื่อให้ร่มเงาริมน้ำ ดอกหอม เป็นไม้ไม่ผลัดใบ และมีรากช่วยยึดตลิ่งได้ดี
เนื้อไม้ใช้ในงานก่อสร้างภายในอาคารบ้านเรือน
ผลเป็นอาหารของสัตว์ป่า

ขอบคุณแหล่งที่มา https://medthai.com

Categories: สมุนไพร Tags: ป้ายกำกับ:, ,

สมุนไพรกะทือพิลาส

No Comments
สมุนไพรกะทือพิลาส

สมุนไพรกะทือพิลาส

สมุนไพรกะทือพิลาส

สมุนไพรกะทือพิลาส มีชื่อเรียกอื่นว่า ไพลเหลือง, ดาเงาะ (บางข้อมูลใช้ชื่อว่า กระทือช้าง, กระทือพิลาศ)
กะทือพิลาส ชื่อสามัญ Beehive ginger, Ginger wort, Malaysian ginger

กะทือพิลาส ชื่อวิทยาศาสตร์ Zingiber spectabile Griff. จัดอยู่ในวงศ์ขิง (ZINGIBERACEAE)

ลักษณะของกะทือพิลาส
ต้นกะทือพิลาส จัดเป็นพืชล้มลุก มีเหง้าอยู่ใต้ดิน มีความสูงประมาณ 2-3 เมตร เป็นพืชพื้นเมืองในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มีเขตการกระจายพันธุ์ในมาเลเซีย ในประเทศไทยพบขึ้นทางภาคใต้ โดยมักขึ้นในป่าดงดิบ ริมลำธาร หรือตามชายป่าที่ระดับความสูงถึง 300 เมตร

ใบกะทือพิลาส ใบเป็นใบเดี่ยว ออกเรียงสลับ ลักษณะของใบเป็นรูปหอก ใบมีขนาดกว้างประมาณ 6-10 เซนติเมตร และยาวประมาณ 30-50 เซนติเมตร

ดอกกะทือพิลาส ออกดอกเป็นช่อสีเหลือง (เมื่อแก่อาจจะเปลี่ยนเป็นสีส้มหรือสีแดง) ลักษณะเป็นรูปทรงกระบอกแข็ง มีขนาดกว้างประมาณ 6-7 เซนติเมตร และยาวประมาณ 10-30 เซนติเมตร ช่อดอกเกิดจากใบประดับเรียงซ้อนอัดกันแน่น กลีบรองดอกเป็นสีครีม ยาวได้ถึง 3.5 เซนติเมตร ผิวเกลี้ยง ดอกย่อยเป็นรูปกรวย ยาวประมาณ 3 เซนติเมตร ปลายกว้างถึง 1 เซนติเมตร กลีบปากแยกออกเป็น 3 แฉก สีม่วงดำมีจุดสีเหลือง ปลายแฉก ตรงกลางเว้าตื้น อ้าเป็น 2 แฉกเล็ก เกสรเพศผู้มีอันเดียว ก้านสั้น อับเรณูยาวได้ประมาณ 1.2 เซนติเมตร ก้านชูเกสรเพศเมียเป็นสีม่วง รังไข่มีขนขึ้นประปรายสีดำ ออกดอกในช่วงประมาณเดือนกรกฎาคมถึงเดือนพฤศจิกายน

ผลกะทือพิลาส ผลมีลักษณะเป็นรูปรี มีขนาดกว้างประมาณ 1 เซนติเมตร และยาวประมาณ 3 เซนติเมตร ติดผลในช่วงประมาณเดือนพฤศจิกายนถึงเดือนธันวาคม

สรรพคุณของกะทือพิลาส
ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จะใช้เป็นพืชสมุนไพร โดยใช้เป็นยารักษาอาการตาแดง (ไม่ระบุส่วนที่ใช้)
ใช้เป็นยาแก้อาการปวดศีรษะ ปวดหลัง (ไม่ระบุส่วนที่ใช้)
พืชชนิดนี้มีฤทธิ์ต้านจุลินทรีย์ และมีเอนไซม์ Zerumbone synthase ซึ่งมีประสิทธิภาพในการรักษามะเร็งลำไส้ใหญ่
ประโยชน์ของกะทือพิลาส
ยอดอ่อนใช้รับประทานได้ (ชาวบ้านทางภาคใต้จะนิยมนำยอดอ่อนมาต้มกินเป็นผักแกล้ม)
นิยมใช้ปลูกเป็นไม้ประดับทั่วไป

ขอบคุณแหล่งที่มา https://medthai.com

สมุนไพรการะเกด

No Comments
สมุนไพรการะเกด

สมุนไพรการะเกด

 

สมุนไพรการะเกด

 

สมุนไพรการะเกด มีชื่อท้องถิ่นอื่น ๆ ว่า การะเกด การะเกดด่าง ลำเจียกหนู (กรุงเทพมหานคร), เตยด่าง เตยหอม (ภาคกลาง) เป็นต้น

การะเกด ชื่อสามัญ Screwpine

การะเกด ชื่อวิทยาศาสตร์ Pandanus tectorius Parkinson ex Du Roi จัดอยู่ในวงศ์เตยทะเล (PANDANACEAE)

หมายเหตุ : ต้นการะเกดที่กล่าวถึงในบทความนี้เป็นพรรณไม้คนละชนิดกันกับต้นเตยทะเล (Seashore Screwpine) ซึ่งมีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Pandanus odorifer (Forssk.) Kuntze (ชื่อพ้องวิทยาศาสตร์ Pandanus odoratissimus L.f.)

ลักษณะของการะเกด
ต้นการะเกด จัดเป็นพรรณไม้พุ่มกึ่งไม้ยืนต้น ลำต้นมักแตกกิ่งก้านสาขา มีรูปทรงคล้ายต้นเตย สูงได้ประมาณ 3-7 เมตร มีรากอากาศค่อนข้างยาวและใหญ่ มีเขตการกระจายพันธุ์ในแถบมหาสมุทรแปซิฟิกเขตร้อน และนำไปปลูกกันทั่วไป ชอบขึ้นในที่ชื้นแฉะหรือริมน้ำ ดินทรายชายทะเล ลำห้วย ริมลำธาร สามารถพบขึ้นได้ตามชายหาดและพื้นที่ใกล้ชายฝั่งทะเล
ใบการะเกด ใบเป็นใบเดี่ยว ออกเรียงเวียนสลับกันเป็น 3 เกลียวที่ปลายกิ่ง ลักษณะของใบเป็นรูปรางน้ำ แผ่นใบค่อย ๆ เรียวแหลมไปหาปลายใบ ส่วนขอบใบมีหนามแข็งยาวประมาณ 0.2-1 เซนติเมตร ใบมีขนาดกว้างประมาณ 0.7-2.5 เซนติเมตร และยาวประมาณ 3-9 เซนติเมตร แผ่นใบด้านล่างมีนวล   ดอกการะเกด ดอกเป็นแบบแยกเพศอยู่ต่างต้นกัน ดอกจะออกที่ปลายยอดและมีจำนวนมาก ติดอยู่บนแกนช่อ ดอกจะไม่มีกลีบเลี้ยงและกลีบดอก โดยช่อดอกเพศผู้จะมีลักษณะตั้งตรง ยาวได้ประมาณ 25-60 เซนติเมตร มีกาบสีนวลหุ้ม มีกลิ่นหอม เกสรเพศผู้จะติดรวมอยู่บนก้านซึ่งยาวประมาณ 0.8-2 เซนติเมตร ส่วนช่อดอกเพศเมียนั้นจะมีลักษณะค่อนข้างกลม ประกอบไปด้วยเกสรเพศเมียเชื่อมติดกัน 3-5 อัน เป็นกลุ่มประมาณ 5-12 กลุ่ม ในแต่ละกลุ่มจะมีขนาดกว้างประมาณ 2-5 เซนติเมตร และยาวประมาณ 3-7 เซนติเมตร ที่ปลายมีลักษณะหยักตื้นเป็นร่องระหว่างยอดเกสรเพศเมีย ยอดเกสรเพศเมียจะเรียงกันเป็นวง ผลการะเกด ลักษณะของผลจะเบียดกันแน่นเป็นก้อนกลม มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 10-20 เซนติเมตร แต่ละผลมีขนาดกว้างประมาณ 2-6.5 เซนติเมตร และยาวประมาณ 4-7.5 เซนติเมตร เมื่อสุกจะมีกลิ่นหอม โคนสีเหลือง ตรงกลางเป็นสีแดง ส่วนตรงปลายยอดเป็นสีน้ำตาลอมเหลือง ผลที่สุกแล้วจะมีโพรงอากาศจำนวนมาก

สรรพคุณของการะเกด
ดอกมีกลิ่นหอม รสสุขุม ใช้ปรุงเป็นยาหอม ทำให้ชุ่มชื่นหัวใจ ใช้เป็นยาแก้โรคในอก เจ็บอก เจ็บคอ แก้เสมหะ บำรุงหัวใจ และบำรุงธาตุ (ดอก)
ยอดใช้ต้มกับน้ำให้สตรีดื่มตอนหลังคลอดบุตรใหม่ ๆ

ประโยชน์ของการะเกด
ผลแก่จัด (ผิวผลเป็นสีแดง) สามารถนำมารับประทานได้ ซึ่งจะมีรสชาติคล้ายสับปะรด
ดอกหอมใช้รับประทานได้ มีรสขมเล็กน้อย
ดอกใช้อบกลิ่นเสื้อผ้าให้หอม (สตรีโบราณนิยมนำมาใส่หีบ เพื่ออบกลิ่นเสื้อผ้าให้หอม)
ใช้ดอกไปเคี่ยวกับน้ำมันมะพร้าวหรือมันหมู แล้วปรุงเป็นน้ำมันใส่ผม ซึ่งในสมัยก่อนนิยมใช้กันมาก
ใบการะเกดสามารถนำมาใช้ในงานจักสานทำเป็นเครื่องมือใช้สอยต่าง ๆ ได้ดี เช่น กระสอบ เสื่อ หมวก กระเป๋า ฯลฯ เป็นวัตถุดิบของงานหัตถกรรมที่ดีและหาได้ง่าย
การะเกดเป็นไม้ที่มีรูปทรงเฉพาะตัวที่สวยงามแปลกตา ดอกมีกลิ่นหอม ปลูกเลี้ยงได้ง่าย มีความทนทาน อายุยืนยาว และหาพันธุ์ปลูกได้ง่าย จึงสามารถนำมาปลูกเป็นไม้ประดับได้ดี (เหมาะสำหรับปลูกตามที่ชื้นแฉะหรือริมฝั่งน้ำ)

ขอบคุณแหล่งที่มา https://medthai.com

สมุนไพรยางนา

No Comments
สมุนไพรยางนา

สมุนไพรยางนา

สมุนไพรยางนา

สมุนไพรยางนา มีชื่อท้องถิ่นอื่น ๆ ว่า ยางกุง (เลย), ยางควาย (หนองคาย), ชันนา ยางตัง (ชุมพร), ยางขาว ยางแม่น้ำ ยางหยวก (ภาคเหนือ), ยางใต้ ยางเนิน (ภาคตะวันออก), ยาง (ภาคกลาง, ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ), กาตีล (เขมร-ปราจีนบุรี), ขะยาง (ชาวบน-นครราชสีมา), จะเตียล (เขมร), เยียง (เขมร-สุรินทร์), จ้อง (กะเหรี่ยง), ทองหลัก (ละว้า), ราลอย (ส่วย-สุรินทร์), ลอยด์ (โซ่-นครพนม), ด่งจ้อ (ม้ง), เห่ง (ลื้อ) เป็นต้น

ยางนา ชื่อวิทยาศาสตร์ Dipterocarpus alatus Roxb. ex G.Don (ชื่อพ้องวิทยาศาสตร์ Dipterocarpus gonopterus Turcz., Dipterocarpus incanus Roxb., Dipterocarpus philippinensis Foxw.) จัดอยู่ในวงศ์ยางนา (DIPTEROCARPACEAE)[1]

หมายเหตุ : ต้นยางนาเป็นพันธุ์ไม้พระราชทานเพื่อปลูกเป็นมงคลของจังหวัดอุบลราชธานีลักษณะของยางนา
ต้นยางนา จัดเป็นพรรณไม้ยืนต้นไม่ผลัดใบหรือผลัดใบระยะสั้นขนาดใหญ่ มีความสูงของต้นได้ถึง 50 เมตร เรือนยอดเป็นพุ่มกลมทึบ โคนต้นมักเป็นพูพอน ลำต้นมีลักษณะเปลาตรง เปลือกต้นเกลี้ยงเป็นสีออกเทาอ่อน หลุดลอกออกเป็นชิ้นกลม ๆ เนื้อไม้เป็นสีน้ำตาลแดง เสี้ยนตรง เนื้อหยาบ ส่วนตามกิ่งอ่อนและยอดอ่อนมีขนและมีรอยแผลใบเห็นได้ชัด ขยายพันธุ์ด้วยวิธีการเพาะเมล็ด (เด็ดปีกออกก่อนนำไปเพาะ เมล็ดจะงอกภายในเวลา 12 วัน และภายในเวลา 7 เดือน ต้นกล้าจะมีความสูงได้ประมาณ 30-35 เซนติเมตร และพร้อมที่จะย้ายไปปลูกได้) เป็นพรรณไม้กลางแจ้งที่เจริญเติบโตได้ดีในสภาพดินแทบทุกชนิด ชอบดินที่มีอินทรียวัตถุค่อนข้างอุดมสมบูรณ์ ความชื้นปานกลาง และแสงแดดแบบเต็มวัน (หลังต้นอายุ 1 ปี) มักขึ้นในป่าดงดิบ ป่าเบญจพรรณ ป่าดิบแล้ง ป่าดิบชื้น ตามที่ต่ำชุ่มชื้นใกล้แม่น้ำลำธารทั่วไป และตามหุบเขาทั่วทุกภาคของประเทศ ที่ความสูงจากระดับน้ำทะเลประมาณ 50-400 เมตร ส่วนในต่างประเทศพบได้ที่บังกลาเทศ พม่า ลาว กัมพูชา เวียดนามใต้ และมาเลเซีย

 

ใบยางนา ใบเป็นใบเดี่ยว ออกเรียงเวียนสลับ ลักษณะของใบเป็นรูปไข่แกมรูปขอบขนาน ปลายใบสอบทู่ โคนใบกว้าง ส่วนขอบใบเป็นคลื่นเล็กน้อย ใบมีขนาดกว้างประมาณ 6-14 เซนติเมตร และยาวประมาณ 12.5-25 เซนติเมตร เนื้อใบหนาและเหนียว ย่นเป็นลอน แผ่นใบมีขนขึ้นปกคลุม ด้านท้องใบมีขนสั้น ๆ รูปดาว ใบอ่อนมีขนสีเทา ส่วนใบแก่เกลี้ยงหรือเกือบเกลี้ยง ก้านใบยาวประมาณ 3-4 เซนติเมตร มีขนขึ้นประปราย และมีหูใบขนาดใหญ่

ดอกยางนา ออกดอกรวมกันเป็นช่อสั้น ๆ แบบช่อกระจะ ตามง่ามใบตอนปลายกิ่ง ดอกมีขนาดประมาณ 4 เซนติเมตร เป็นสีชมพูอ่อน มีช่อละ 4-5 ดอก ดอกขนาดใหญ่เรียงตัวหลวม ๆ เป็นช่อห้อยลงถึง 12 เซนติเมตร ที่ก้านช่อมีขน กลีบดอกมี 5 กลีบ ลักษณะของกลีบดอกเป็นรูปขอบขนาน ปลายกลีบมนและบิดเวียน โคนกลีบดอกชิดกัน ชั้นกลีบเลี้ยงที่โคนเชื่อมติดกันเป็นรูปถ้วย มีครีบตามยาว 5 ครีบ ปลายแยกออกเป็น 5 แฉก แบ่งเป็นแฉกสั้น 3 แฉก และแฉกยาว 2 แฉก มีขนสั้น ๆ สีน้ำตาลขึ้นปกคลุม ดอกมีเกสรเพศผู้มากกว่า 25 อัน ก้านชูอับเรณูสั้น ปลายอับเรณูมีรยางค์ลักษณะเป็นรูปเส้นด้าย รังไข่มีขน ก้านเกสรเพศเมียอ้วนและมีร่อง ออกดอกในช่วงประมาณเดือนมีนาคมถึงเดือนเมษายน

ผลยางนา ผลเป็นแผลแห้ง ลักษณะของผลเป็นรูปกระสวย มีหลอดกลีบเลี้ยงหุ้มขนมิด ยาวประมาณ 2-2.5 เซนติเมตร มีปีกขนาดใหญ่ที่พัฒนามาจากกลีบเลี้ยง 2 อัน มีสีแดงอมชมพู …

Categories: สมุนไพร Tags: ป้ายกำกับ:, ,

สมุนไพรเต็งหนาม

No Comments
สมุนไพรเต็งหนาม

สมุนไพรเต็งหนาม

สมุนไพรเต็งหนาม

สมุนไพรเต็งหนาม มีชื่อเรียกอื่นว่า เปาหนาม (ลำปาง), ฮังหนาม (นครพนม), รังโทน (นครราชสีมา), เต็งหนาม (ราชบุรี), จาลีลึกป๊วก (เขมร-สุรินทร์), ว้อโบ (กะเหรี่ยง-กาญจนบุรี) เป็นต้นเต็งหนาม ชื่อวิทยาศาสตร์ Bridelia retusa (L.) A.Juss. (ชื่อพ้องวิทยาศาสตร์ Bridelia spinosa (Roxb.) Willd., Clutia retusa L., Clutia spinosa Roxb.) ปัจจุบันจัดอยู่ในวงศ์มะขามป้อม (PHYLLANTHACEAE)

ลักษณะของเต็งหนาม
ต้นเต็งหนาม จัดเป็นพรรณไม้พุ่มหรือไม้ยืนต้นผลัดใบ ลำต้นตั้งตรง มีความสูงได้ถึง 20 เมตร เรือนยอดไม่แน่นอน เปลือกต้นอ่อนเป็นสีเทาอ่อนหรือสีน้ำตาลเทา ผิวเรียบ ส่วนต้นแก่เปลือกต้นจะเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลแก่ แตกเป็นร่องยาวและมีหนามแข็งขนาดใหญ่ขึ้นบริเวณลำต้น พบขึ้นทั่วไปในป่าดิบแล้ง ป่าผลัดใบ ที่โล่งแจ้ง และที่รกร้างว่างเปล่า ทั่วทุกภาคของประเทศ ที่ระดับความสูงประมาณ 600-1,100 เมตร

• ใบเต็งหนาม ใบเป็นใบเดี่ยว ออกเรียงสลับ ลักษณะของใบเป็นรูปรีแกมขอบขนาน ปลายใบแหลมหรือมน โคนใบมน ส่วนขอบใบเรียบหรือเป็นคลื่นเล็กน้อย ใบมีขนาดกว้างประมาณ 4-9 เซนติเมตร และยาวประมาณ 8-20 เซนติเมตร ขนาดใบที่ปลายกิ่งจะมีขนาดเล็กลงกว่าใบที่อยู่ถัดใบ ใบเรียงตัวในแนวระนาบ ยอดอ่อนมีขนสีเทา แต่ใบแก่ด้านบนเกลี้ยง ยกเว้นบนเส้นใบ ส่วนด้านล่างมีขนหรือเรียบเกลี้ยง มีเส้นใบข้างตรงและขนานกัน 16-24 คู่ เส้นใบข้างจรดกับเส้นใบย่อยที่ขอบใบ เนื้อใบหนา ท้องใบมีขนนุ่มสีขาว ใบเมื่อแก่จะเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลออกชมพูก่อนทิ้งใบ ก้านใบยาวประมาณ 0.6-1.2 เซนติเมตร ไม่มีต่อม มีหูใบแหลมขนาดประมาณ 2 มิลลิเมตร หลุดร่วงได้ง่าย

• ดอกเต็งหนาม ออกดอกเป็นช่อเชิงลดแยกแขนงตามซอกใบ และมักออกตามปลายยอดกิ่งที่ใบหลุดร่วงเป็นส่วนใหญ่ ช่อดอกมีลักษณะยาวเรียว ช่อแน่น มีดอกย่อยจำนวนมากประมาณ 8-15 ดอก ดอกมีขนาดเล็ก ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 0.5 เซนติเมตร ดอกเป็นแบบแยกเพศ กลีบดอกเป็นสีเขียวหรือสีเขียวออกเหลือง อาจพบที่มีประสีส้มหรือสีแดงบ้าง กลีบดอกมี 5 กลีบ ปลายแตกออกเป็นซี่ ๆ ก้านดอกมีลักษณะอ้วน ขนาดสั้นกว่า 2 มิลลิเมตร ดอกเพศผู้มีเกสรเพศผู้ แต่เกสรเพศเมียเป็นหมันเชื่อมเป็นแท่งตรงกลางดอก ขนาดประมาณ 1-1.5 มิลลิเมตร ปลายแท่งแผ่ออกเป็น 5 อับเรณู ส่วนดอกเพศเมียมีก้านชูเกสร 2 อัน ที่ปลายแยก รังไข่มีขนาดเล็กกว่า 1.5 มิลลิเมตร มีส่วนของหมอนรองดอกเป็นรูปคนโทปิดไว้ ส่วนกลีบเลี้ยงหนา มีลักษณะเป็นรูปสามเหลี่ยม มีขนาดประมาณ 1.5-2 มิลลิเมตร ออกดอกในช่วงประมาณเดือนพฤษภาคมถึงเดือนมิถุนายน

• ผลเต็งหนาม ผลเป็นผลสด ฉ่ำน้ำ ลักษณะของผลเป็นรูปทรงกลมหรือรูปไข่ แข็งและไม่แตก มีขนาดประมาณ 0.5-0.9 เซนติเมตร ผลเมื่ออ่อนจะเป็นสีเขียว เมื่อสุกแล้วจะเปลี่ยนเป็นสีดำหรือสีฟ้าอมม่วง เนื้อในบาง เป็นผลเมล็ดเดียว เมล็ดค่อนข้างกลม มีสีน้ำตาลแดง ขนาดประมาณ 0.4-0.5 เซนติเมตร จะติดผลในช่วงประมาณเดือนกรกฎาคมถึงเดือนสิงหาคม
สรรพคุณของเต็งหนาม
• ตำรายาไทยจะใช้เปลือกต้นเต็งหนาม นำมาต้มกับน้ำดื่มเป็นยาฝาดสมานอย่างแรง และใช้รากเข้ายาสมานท้อง แก้บิด แก้ท้องร่วง และใช้เป็นยาห้ามเลือด (เปลือกต้น, ราก)
• ยาพื้นบ้านทางภาคอีสานจะนำเปลือกต้นเต็งหนามมาปิ้งไฟ แล้วแช่น้ำเกลือ ใช้ดื่มเป็นยาแก้ท้องร่วง (เปลือกต้น)
• ตำรายาอายุรเวทของอินเดียจะนำใบเต็งหนามมาต้มกินเป็นยารักษาบิด และใช้ใบเป็นยารักษาโรคติดเชื้อที่ทางเดินปัสสาวะ (ใบ)
• น้ำต้มจากเปลือกใช้กินเป็นยาสลายนิ่วในกระเพาะปัสสาวะ (เปลือกต้น)
• เปลือกต้นใช้ต้มกินเป็นยาคุมกำเนิดสำหรับสตรี (เปลือกต้น)
• ใบเต็งหนามใช้ร่วมกับพืชอื่นและน้ำมันละหุ่ง น้ำมันมะพร้าว และน้ำมันขิง ใช้เป็นยาทารักษาแผล (ใบ)
• เปลือกต้นใช้ตำผสมกับผักเสี้ยนผีทั้งต้น และหัวแห้วหมู ทำเป็นลูกประคบแก้ปวดหัวเข่า (เปลือกต้น)
• ยางจากเปลือกต้นนำมาผสมกับน้ำมันงา ใช้เป็นยาทาถูนวดแก้อาการปวดข้อ (ยางจากเปลือกต้น)
• ในประเทศศรีลังกาจะใช้เปลือกต้นและรากเต็งหนามเป็นยารักษาโรคข้อรูมาติซึม และใช้เป็นยาฝาดสมาน (เปลือกต้น, …

สมุนไพรนางจุ่ม

No Comments
สมุนไพรนางจุ่ม

สมุนไพรนางจุ่ม

สมุนไพรนางจุ่ม

สมุนไพรนางจุ่ม มีชื่อท้องถิ่นอื่น ๆ ว่า ผักหวานดง (ชลบุรี), นางชุ่ม มะนาวป่า (ภาคเหนือ), ตาไก่หิน, เถาเดือยไก่, นมสาว, นางจอง, เหมือดคน เป็นต้น

นางจุ่ม ชื่อวิทยาศาสตร์ Cansjera rheedei J.F.Gmel. (ชื่อพ้องวิทยาศาสตร์ Cansjera lanceolata Benth., Cansjera malabarica Lam., Cansjera monostachya M.Roem., Cansjera polystachya (Willd.) M.Roem., Cansjera scandens Roxb., Cansjera zizyphifolia Griff., Opilia amentacea Wall.) จัดอยู่ในวงศ์ OPILIACEAE

ลักษณะของนางจุ่ม
ต้นนางจุ่ม จัดเป็นพรรณไม้พุ่มรอเลื้อยเนื้อแข็ง แตกกิ่งก้านมาก มีความสูงของต้นได้ถึง 8 เมตร ลำต้นและกิ่งอ่อนเป็นสีเขียว มีขนสั้นนุ่มขึ้นปกคลุม ลำต้น เปลือกนอกเป็นสีน้ำตาลอ่อน ตามลำต้นมีหนามทู่ขึ้นกระจายทั่วไปจำนวนมาก ขยายพันธุ์ด้วยวิธีการเพาะเมล็ด ชอบดินร่วนชุ่มชื้น ระบายน้ำดี มีอินทรียวัตถุสูง แสงแดดแบบครึ่งวัน มีถิ่นกำเนิดในเขตร้อนของเอเชีย พบขึ้นตามป่าเบญจพรรณ ป่าเต็งรัง ป่าดิบแล้ง และป่าผสมผลัดใบ ที่ความสูงจากระดับน้ำทะเลจนถึง 700 เมตร

ใบนางจุ่ม ใบเป็นใบเดี่ยว ออกเรียงสลับในระนาบเดียวกัน ลักษณะของใบเป็นรูปไข่ รูปรี หรือรูปใบหอก ปลายใบเรียวแหลม โคนใบสอบเรียวสั้น ๆ ถึงสอบเรียว ส่วนขอบใบเป็นคลื่น ใบมีขนาดกว้างประมาณ 1.5-5 เซนติเมตร และยาวประมาณ 3-13 เซนติเมตร แผ่นใบค่อนข้างหนาและเป็นมัน ผิวใบมีขนขึ้นเล็กน้อย โดยเฉพาะตามเส้นใบ มีขนขึ้นประปรายที่เส้นกลางใบและโคน เส้นแขนงใบ เส้นใบเป็นแบบขนนกร่างแห 4-10 คู่ ก้านใบมีขนาดสั้น ยาวได้ประมาณ 3-5 มิลลิเมตร มีขนกระจาย

ดอกนางจุ่ม ออกดอกเป็นช่อ ช่อดอกยาวแบบช่อเชิงลดตามซอกใบ 1-4 ช่อ มีสีเหลืองอมเขียว แต่ละช่อยาวได้ประมาณ 1.3-4 เซนติเมตร และในแต่ละช่อจะมีดอกประมาณ 8-16 ดอก ก้านช่อดอกยาวประมาณ 1-3 มิลลิเมตร แกนช่อดอกมีขนขึ้นปกคลุมหนาแน่น ดอกมีขนาดเล็ก ติดตามก้านช่อดอก ไร้ก้าน ดอกเป็นสมบูรณ์เพศ สมมาตรตามรัศมี ใบประดับมี 1 อัน ลักษณะเป็นรูปสามเหลี่ยม ปลายแหลม ขนาดยาวไม่เกิน 1 มิลลิเมตร มีขนสั้นกระจายทั่วไป เฉพาะขอบใบมีขนยาว กลีบรวมมี 4-5 กลีบ หลอดกลีบเป็นรูปโถหรือรูปคนโท มีขนาดกว้างประมาณ 2-2.5 มิลลิเมตร และยาวประมาณ 2.5-4.5 มิลลิเมตร ปลายแยกเป็นแฉกแหลม ยาวประมาณ 1 มิลลิเมตร เรียงจรดกัน ขอบเรียบ สีเขียวอมเหลือง ผิวด้านนอกมีขนขึ้นกระจาย ส่วนด้านในเกลี้ยง ดอกมีเกสรเพศผู้ 4 อัน เรียงระหว่างแฉกกลีบรวม ยาวประมาณ 2.5-3 มิลลิเมตร อับเรณูมี 2 พู ขนาดเล็ก เกลี้ยง สีขาวอมเหลือง แตกได้ตามยาว อยู่ระดับปากหลอดกลีบรวม ก้านชูอับเรณูเกลี้ยง ติดอยู่ที่ฐานและเชื่อมติดบนกลีบรวม ส่วนเกสรเพศเมียมี 1 อัน รูปขวด รังไข่อยู่เหนือวงกลีบ เกิดจาก 1 คาร์เพล ใน 1 ช่อง มีออวุล 1 อัน พลาเซนตาที่ฐานที่มีขนาดกว้างประมาณ 0.5 มิลลิเมตร และยาวประมาณ 1.5-2.5 มิลลิเมตร เกลี้ยง สีเขียวอมเหลือง ก้านเกสรเพศเมีย 1 อัน ยาวได้ประมาณ 1 มิลลิเมตร ยอดเกสรเพศเมียแยกเป็นแฉก 4 แฉก จานฐานดอกมี …

สมุนไพรโปร่งกิ่ว

No Comments
สมุนไพรโปร่งกิ่ว

สมุนไพรโปร่งกิ่ว

สมุนไพรโปร่งกิ่ว

สมุนไพรโปร่งกิ่ว   ชื่อวิทยาศาสตร์ Dasymaschalon lomentaceum Finet & Gagnep (ชื่อพ้องวิทยาศาสตร์ Desmos lomentaceus (Finet & Gagnep.) P.T.Li) จัดอยู่ในวงศ์กระดังงา (ANNONACEAE)

มีชื่อท้องถิ่นอื่น ๆ ว่า หอมนวล (ภาคเหนือ), เดือยไก่ ติดต่อ ตีนไก่ (ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ), ลำดวน (ภาคกลาง) เป็นต้น

ลักษณะของโปร่งกิ่ว
ต้นโปร่งกิ่ว จัดเป็นพรรณไม้พุ่มหรือไม้ต้นขนาดเล็ก ไม่ผลัดใบ เรือนยอดเป็นพุ่มกลมทึบ ลำต้นตั้งตรง แตกกิ่งจำนวนมาก มีความสูงได้ประมาณ 1-2 เมตร เปลือกลำต้นเป็นสีน้ำตาลอมดำ มีช่องระบายอากาศสีขาวเป็นจุดกลมกระจายหนาแน่นทั่วลำต้น เนื้อไม้เหนียว กิ่งอ่อนเป็นสีเขียว ขยายพันธุ์ด้วยวิธีการเพาะเมล็ด ในประเทศไทยพบขึ้นในป่าละเมาะ ตามป่าเบญจพรรณทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคตะวันออก ที่ระดับความสูงประมาณ 150-300 เมตร

ใบโปร่งกิ่ว ใบเป็นใบเดี่ยว ออกเรียงสลับในระนาบเดียว ลักษณะของใบเป็นรูปขอบขนาน รูปรี รูปขอบขนานแกมใบหอก หรือรูปวงรีแกมขอบขนาน ปลายใบเรียวทู่หรือแหลมแล้วมน โคนใบเป็นรูปหัวใจ มนหรือเว้าเล็กน้อย ส่วนขอบใบเรียบ ใบมีขนาดกว้างประมาณ 3-5 เซนติเมตร และยาวประมาณ 7-12 เซนติเมตร แผ่นใบด้านบนเป็นสีเขียวเข้มและเป็นมัน ส่วนด้านล่างมีนวล เส้นกลางใบด้านบนเป็นร่อง ส่วนด้านล่างเป็นสันนูนเด่น มีเส้นแขนงใบ 7-11 คู่ เห็นได้ไม่ชัดเจน ก้านใบยาวประมาณ 4 มิลลิเมตร

ดอกโปร่งกิ่ว ออกเป็นดอกเดี่ยว โดยจะออกตามซอกใบใกล้ปลายกิ่งหรือออกที่ปลายกิ่ง ดอกอ่อนเป็นสีขาวอมเขียว ดอกบานเป็นสีเขียวแกมเหลือง แล้วจะหลุดร่วงลงไปทั้งกรวย ก้านดอกยาวประมาณ 5 มิลลิเมตร กลีบดอกติดกันเป็นกรวย ยาวประมาณ 2-3 เซนติเมตร โคนดอกมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 0.7-1 เซนติเมตร ปลายมีลักษณะกรวยมน ส่วนกลีบเลี้ยงดอกมีลักษณะเป็นรูปไข่ สีเขียว มีขนาดกว้างและยาวประมาณ 3 มิลลิเมตร ออกดอกในช่วงประมาณมิถุนายนถึงเดือนสิงหาคม

ผลโปร่งกิ่ว ออกผลเป็นกลุ่ม ๆ มีผลย่อยประมาณ 6-12 ผล ผลย่อยเป็นผลสด ลักษณะของผลเป็นรูปทรงกระบอกยาว ออกมาจากจุดเดียวกัน เปลือกผลคอดถี่ตามรูปเมล็ดประมาณ 2-4 ข้อ แต่ไม่คอดถึงกลางผล ปลายผลแหลม ผลอ่อนเป็นสีเขียวอมขาว เมื่อแก่แล้วจะเปลี่ยนเป็นสีแดงสดหรือสีแดงปนดำ ก้านช่อผลยาวประมาณ 5 มิลลิเมตร ภายในผลมีเมล็ดสีน้ำตาลประมาณ 2-5 เมล็ด เรียงชิดติดกัน ลักษณะของเมล็ดเป็นรูปทรงรี จะติดผลในช่วงประมาณเดือนตุลาคมถึงเดือนพฤศจิกายน

สรรพคุณของโปร่งกิ่ว
ตำรายาไทยจะนำลำต้นโปร่งกิ่วมาผสมกับลำต้นกันแสงและลำต้นพีพ่าย ใช้ต้มกับน้ำดื่มเป็นยาแก้อาการปวดเมื่อย เคล็ดขัดยอก (ลำต้น)
ประโยชน์ของโปร่งกิ่ว
นอกจากใช้เป็นสมุนไพรแล้วยังมีการใช้ประโยชน์ในด้านการนำมาปลูกเป็นไม้ประดับ และเป็นอาหารของสัตว์

ขอบคุณแหล่งที่มา https://medthai.com

สมุนไพรพลองใบใหญ่

No Comments
สมุนไพรพลองใบใหญ่

สมุนไพรพลองใบใหญ่

สมุนไพรพลองใบใหญ่  มีชื่อท้องถิ่นอื่น ๆ ว่า เหมือดดง (หนองคาย), พลองแก้มอ้น (ชุมพร), เปลือกบาง (นราธิวาส), พลอง (นครศรีธรรมราช), พลองใบเอียด (ตรัง), กำชำ (ภาคใต้), นิปิกูเละ (มลายู-นราธิวาส) เป็นต้น

สมุนไพรพลองใบใหญ่

 

ลักษณะของพลองใบใหญ่
ต้นพลองใบใหญ่ จัดเป็นพรรณไม้พุ่มหรือไม้ยืนต้นขนาดเล็ก ลำต้นมีลักษณะตั้งตรง สูงได้ประมาณ 3-8 เมตร

ใบพลองใบใหญ่ ใบเป็นใบเดี่ยว ออกเรียงตรงข้าม ลักษณะของใบเป็นรูปวงรี รูปวงรีแกมขอบขนาน หรือรูปขอบขนานแกมรูปใบหอก ใบมีขนาดกว้างประมาณ 3-5 เซนติเมตร และยาวประมาณ 7-14 เซนติเมตร ผิวใบด้านบนเป็นสีเขียวเข้ม ส่วนด้านล่างเป็นสีเขียวอ่อน

ดอกพลองใบใหญ่ ออกดอกเป็นช่อเชิงหลั่นตามซอกใบและกิ่งก้าน ลักษณะเป็นรูปครึ่งทรงกลม ดอกย่อยนั้นมีจำนวนมาก กลีบดอกเป็นสีม่วงแกมชมพู

ผลพลองใบใหญ่ ผลเป็นผลสด ลักษณะของผลเป็นรูปทรงกลม ผลเป็นสีเขียว เปลี่ยนเป็นสีเหลือง เมื่อสุกจะเปลี่ยนเป็นสีม่วงดำ

สรรพคุณของพลองใบใหญ่
ตำรายาพื้นบ้านทางภาคอีสานจะใช้ลำต้นพลองใบใหญ่ นำมาต้มกับน้ำดื่มเป็นยาขับประจำเดือนของสตรี

ขอบคุณแหล่งที่มา https://medthai.com

พังแหรสมุนไพรไม้ยืนต้น

No Comments
พังแหรสมุนไพรไม้ยืนต้น

 

พังแหรสมุนไพรไม้ยืนต้น

พังแหรสมุนไพรไม้ยืนต้น

พังแหรสมุนไพรไม้ยืนต้น

พังแหร ชื่อสามัญ Peach cedar[4], Pigeon wood (อังกฤษ), Peach-leaf poison bush (ออสเตรเลีย)

พังแหร ชื่อวิทยาศาสตร์ Trema orientalis (L.) Blume (ชื่อพ้องวิทยาศาสตร์ Celtis guineensis Schumach. & Thonn., Celtis orientalis L., Sponia orientalis (L.) Decne., Trema guineensis (Schum. & Thonn.) Ficalho ฯลฯ) [1] ปัจจุบันจัดอยู่ในวงศ์กัญชา (CANNABACEAE)

สมุนไพรพังแหร มีชื่อท้องถิ่นอื่น ๆ ว่า ปอ (เชียงใหม่), พังแหร (แพร่), พังแหรใหญ่ พังแกรใหญ่ ตายไม่ทันเฒ่า (ยะลา), ขางปอยป่า ปอแฟน ปอหู ปอแหก ปอแฮก (ภาคเหนือ), ตะคาย (ภาคกลาง), ปะดัง (กะเหรี่ยง-แม่ฮ่องสอน), กีกะบะซา บาเละอางิงิ (มลายู นราธิวาส), พังอีแร้, พังอีแหร, ปอแต๊บ (ไทลื้อ), ด่งมั้ง (ม้ง), ตุ๊ดอึต้า (ขมุ), ไม้เท้า (ลั้วะ)เป็นต้น

ลักษณะของพังแหร
ต้นพังแหร จัดเป็นพรรณไม้ยืนต้นไม่ผลัดใบขนาดเล็กถึงขนาดกลาง มีความสูงได้ประมาณ 4-12 เมตร เป็นไม้เนื้ออ่อนโตเร็ว เรือนยอดโปร่งเป็นพุ่มแผ่กว้าง กิ่งก้านออกในแนวขนานกับพื้นดิน ปลายกิ่งลู่ลง ตามกิ่งอ่อนมีขนขึ้นปกคลุม เปลือกต้นเป็นสีเขียวอมเทาอ่อนหรือน้ำตาล ผิวบางเรียบเกลี้ยงหรือมีรอยแตกตามยาวบาง ๆ และมีรูอากาศมาก ส่วนเปลือกชั้นในเป็นสีเขียวสด มีเขตการกระจายพันธุ์ในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จีน ญี่ปุ่น โมลัคคาล์ นิวกินี และประเทศเขตร้อนในทวีปแอฟริกา ส่วนในประเทศไทยมักพบขึ้นตามที่โล่งแจ้ง ป่าเบญจพรรณ และตามชายป่าดงดิบ ที่ระดับความสูง 600-1,500 เมตร
ต้นพังแหร

ใบพังแหร ใบเป็นใบเดี่ยว ออกเรียงสลับ ลักษณะของใบเป็นรูปไข่แกมรูปใบหอก รูปขอบขนาน หรือรูปไข่แกมรูปหัวใจ ปลายใบเรียวแหลม โคนใบเบี้ยวไม่สมมาตรกัน ส่วนขอบใบจักแบบเป็นฟันเลื่อยละเอียด ใบมีขนาดกว้างประมาณ 3-5 เซนติเมตร และยาวประมาณ 7-12 เซนติเมตร ยอดอ่อนมีขนสีเงินขึ้นหนาแน่น ผิวใบสากคาย ส่วนใบแก่ด้านบนมีขนหยาบขึ้นประปราย ส่วนด้านล่างเป็นสีเขียวอมเทาเป็นหย่อมแน่น ๆ ปะปนกับขนสีเงินที่ยาวกว่า เส้นใบออกจากฐานใบ 3-5 เส้น ทอด 1/2-3/4 ตามยาวของใบ เส้นใบข้างโค้งมาก มี 4-8 คู่ ก้านใบยาวประมาณ 0.4-1.7 เซนติเมตร มีร่องและมีขนขึ้นหนาแน่น มักมีประสีชมพูหรือม่วง มีหูใบเป็นรูปหอก ขนาดประมาณ 2.6 มิลลิเมตร ไม่เชื่อมกัน

ดอกพังแหร ออกดอกเป็นช่อสั้น ๆ เป็นกระจุกตามซอกใบ ดอกย่อยมีขนาดเล็กสีขาวอมเขียว โดยจะมีขนาดประมาณ 0.3 เซนติเมตร ดอกเพศผู้และดอกเพศเมียจะอยู่บนต้นเดียวกัน แต่แยกช่อ โดยดอกเพศผู้จะมีจำนวนดอกมากกว่า 20 ดอก ส่วนช่อดอกเพศเมียจะมีดอกประมาณ 15-20 ดอก ดอกย่อยมีกลีบรวม 5 กลีบ มีขน ดอกเพศผู้ช่อแน่นและแตกแขนงยาวได้ถึง 2.5 เซนติเมตร ดอกมักเป็นคู่ มีก้านของช่อข้างล่างโค้งลง ชั้นกลีบเลี้ยงแยกเป็น 4-5 พู ไม่ซ้อนกัน ขนาดประมาณ 1.5 มิลลิเมตร ดอกมีเกสรเพศผู้อยู่ตรงข้ามกับพูกลีบเลี้ยง 4-5 อัน ส่วนดอกเพศเมียก็คล้ายกัน แต่ช่อจะโปร่งกว่า มีเกสรเพศเมียแยก 2 กิ่ง รังไข่ไม่มีก้านชู
ดอกพังแหร

ผลพังแหร ผลเป็นผลสด มีลักษณะกลมแข็ง มีขนาดกว้างประมาณ 2-4 มิลลิเมตร และยาวประมาณ 3-5 …