This is Default Slide Title

You can completely customize Slide Background Image, Title, Text, Link URL and Text.

Read more

This is Default Slide Title

You can completely customize Slide Background Image, Title, Text, Link URL and Text.

Read more

This is Default Slide Title

You can completely customize Slide Background Image, Title, Text, Link URL and Text.

Read more

สมุนไพรกระบือเจ็ดตัว

No Comments
สมุนไพรกระบือเจ็ดตัว

สมุนไพรกระบือเจ็ดตัว

สมุนไพรกระบือเจ็ดตัว

สมุนไพรกระบือเจ็ดตัว

กระบือเจ็ดตัว ชื่อวิทยาศาสตร์ Excoecaria cochinchinensis Lour. (ชื่อพ้องวิทยาศาสตร์ Excoecaria bicolor (Hassk.) Zoll. ex Hassk., Excoecaria cochinchinensis var. cochinchinensis) จัดอยู่ในวงศ์ยางพารา (EUPHORBIACEAE)

มีชื่อท้องถิ่นอื่น ๆ ว่า กะเบือ (ราชบุรี), ใบท้องแดง (จันทบุรี), บัว บัวลา กระทู้ กระทู้เจ็ดแบก (ภาคเหนือ), กระบือเจ็ดตัว กำลังกระบือ ลิ้นกระบือ (ภาคกลาง), ต้นลิ้นควาย, ตาตุ่มไก่, ตาตุ่มนก, ลิ้นกระบือขาว เป็นต้น

ลักษณะของกระบือเจ็ดตัว
ต้นกระบือเจ็ดตัว จัดเป็นพรรณไม้พุ่มขนาดย่อม มีความสูงได้ประมาณ 0.5-1.5 เมตร แตกกิ่งก้านมาก มีรูอากาศตามผิวกิ่ง ตามกิ่งก้านมีน้ำยางสีขาวข้นคล้ายน้ำนม ขยายพันธุ์ด้วยวิธีการเพาะเมล็ด ปักชำกิ่ง ตอนกิ่ง เจริญเติบโตได้เร็ว ขึ้นได้ในดินทั่วไป ชอบดินร่วน ความชื้นในระดับปานกลางถึงสูง และแสงแดดแบบเต็มวันถึงรำไร เป็นพืชที่มีเขตการกระจายพันธุ์ในแถบอินโดจีน รวมทั้งบ้านเราด้วย

ใบกระบือเจ็ดตัว ใบเป็นใบเดี่ยว ออกเรียงสลับเวียนรอบกิ่งหรือออกตรงข้ามกัน ลักษณะของใบเป็นรูปไข่กลับ รูปใบหอก หรือรูปใบหอกแกมรูปไข่ ปลายใบเป็นติ่งแหลม โคนใบสอบ ส่วนขอบใบหยักเป็นฟันเลื่อยตื้น ๆ ใบมีขนาดกว้างประมาณ 2-4.5 เซนติเมตร และยาวประมาณ 4-13 เซนติเมตร หลังใบเรียบเป็นสีเขียวเข้มเป็นมัน ส่วนท้องใบเรียบเป็นสีม่วงแดง เส้นแขนงใบมีข้างละ 7-12 เส้น ก้านใบยาวได้ประมาณ 0.5-1.5 เซนติเมตร หูใบมีลักษณะเป็นรูปไข่ ยาวประมาณ 1 มิลลิเมตร i99bet

ดอกกระบือเจ็ดตัว ออกดอกเป็นช่อกระจะ โดยจะออกตามซอกใบและที่ปลายกิ่ง ดอกมีขนาดเล็กเป็นสีเหลืองอมเขียว ดอกเป็นแบบแยกเพศอยู่คนละต้นกัน ช่อดอกเพศเมียจะอยู่ส่วนล่าง ส่วนปลายด้านบนจะเป็นดอกเพศผู้ โดยช่อดอกเพศผู้จะเป็นแบบช่อกระจะ ยาวประมาณ 1-2 เซนติเมตร มีดอกย่อยอยู่จำนวนมาก โคนก้านดอกมีใบประดับขนาดเล็กลักษณะเป็นรูปไข่เรียงซ้อนกัน มีขนาดกว้างและยาวประมาณ 1.7 มิลลิเมตร ก้านดอกยาวประมาณ 1.5 มิลลิเมตร กลีบเลี้ยงดอกมี 3 กลีบ ลักษณะกลีบเลี้ยงเป็นรูปหอก ปลายจักเป็นฟันเลื่อยถี่ มีขนาดกว้างประมาณ 0.3-0.4 มิลลิเมตร และยาวประมาณ 0.6-1 มิลลิเมตร เกสรเพศผู้มีขนาดเล็กมาก มี 3 อัน อับเรณูเป็นรูปกลม สั้นกว่าก้านชูอับเรณูเล็กน้อย ส่วนช่อดอกเพศเมียจะสั้นกว่าดอกเพศผู้ มีดอกประมาณ 2-3 ดอก ขนาดประมาณ 1.2-1.5 ถึง 1-1.3 มิลลิเมตร ก้านดอกแข็ง ยาวประมาณ 2-5 มิลลิเมตร โคนก้านดอกมีใบประดับขนาดเล็ก ๆ และมีต่อมเล็ก ๆ สีเหลือง กลีบเลี้ยงมีขนาดเล็กเป็นรูปไข่ มี 3 กลีบ ติดกันที่ฐานเล็กน้อย มีขนาดกว้างประมาณ 1.2 มิลลิเมตร และยาวประมาณ 1.8 มิลลิเมตร รังไข่เล็กเป็นสีเขียวอมชมพู กลม เกลี้ยง มีช่อง 3 ช่อง ก้านเกสรเพศเมียมี 3 อัน ยาวประมาณ 2.2 มิลลิเมตร

ผลกระบือเจ็ดตัว ผลมีขนาดเล็กลักษณะเป็นรูปค่อนข้างกลม มีขนาดกว้างประมาณ 8 มิลลิเมตร ฐานตัด ปลายผลเว้าเข้า ผลมีพู 3 พู เป็นผลแห้ง เมื่อแก่จะแตกออกได้เป็น 3 ส่วน ภายในมีเมล็ดลักษณะเกือบกลม เมล็ดมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 2.5 มิลลิเมตร

สรรพคุณของกระบือเจ็ดตัว
ใบตากแห้งใช้ชงดื่ม เช่น ใบชาเป็นยารักษาโรคกษัย (ใบ)
ใช้เป็นยาดับพิษร้อน ถอนพิษไข้ แก้ไข้ (ใบ)
กระพี้และเนื้อไม้ใช้เป็นยาถอนพิษผิดสำแดง ถอนพิษไข้ แก้ร้อนภายใน (กระพี้และเนื้อไม้)
ใบมีรสร้อนเฝื่อนขื่น ใช้ใบสดประมาณ …

สมุนไพรกระทุงหมาบ้า เจริญเติบโตได้ดีในดินร่วน ระบายน้ำดี ชอบที่ชื้น ทนแล้งได้ดี

No Comments
สมุนไพรกระทุงหมา

สมุนไพรกระทุงหมาบ้า

กระทุงหมาบ้า

สมุนไพรกระทุงหมาบ้า มีชื่อท้องถิ่นอื่น ๆ ว่า ผักฮ้วนหมู (เชียงใหม่), เครือเขาคลอน (อุบลราชธานี), ผักง่วนหมู ต้นง่วนหมู หัวเขาคอน (ร้อยเอ็ด), มวนหูกวาง (เพชรบุรี), เครือเขาหมู ผักฮ้วนหมู ฮ้วนหมู (ภาคเหนือ), กระทุงหมาบ้า คันชุนสุนัขบ้า (ภาคกลาง), เถาคัน (ภาคใต้), มุ้งหมู, ฮ้วน, ผักม้วน, ผักโง้น, ผักง้วน, ผักง้วนหมู เป็นต้น
กระทุงหมาบ้า ชื่อวิทยาศาสตร์ Dregea volubilis (L.f.) Benth. ex Hook.f. จัดอยู่ในวงศ์ตีนเป็ด (APOCYNACEAE) และอยู่ในวงศ์ย่อยนมตำเลีย (ASCLEPIADOIDEAE – ASCLEPIADACEAE)

ลักษณะของกระทุงหมาบ้า
ต้นกระทุงหมาบ้า จัดเป็นพรรณไม้เลื้อยเนื้อแข็ง ยาวได้ถึง 10 เมตร เถาจะพาดพันตามต้นไม้ใหญ่ ลำต้นมีลักษณะเป็นเถากลม เปลือกเถาอ่อนเป็นสีเขียว ส่วนเถาแก่เป็นสีน้ำตาลถึงสีน้ำตาลอ่อน ตามผิวกิ่งตะปุ่มตะป่ำและมีช่องอากาศ ขยายพันธุ์ด้วยวิธีการปักชำ เจริญเติบโตได้ดีในดินร่วน ระบายน้ำดี ชอบที่ชื้น ทนแล้งได้ดี มีเขตการกระจายพันธุ์ในอินเดียจนถึงจีนตอนใต้ ไต้หวัน ภูมิภาคอินโดจีน มาเลเซีย และฟิลิปปินส์ ในประเทศไทยพบขึ้นตามบริเวณป่าดิบ ป่าราบ หรือบริเวณชายป่าทั่วทุกภาคของประเทศ i99bet

ใบกระทุงหมาบ้า ใบเป็นใบเดี่ยว ออกเรียงตรงข้าม ลักษณะของใบเป็นรูปไข่หรือเกือบกลม ปลายใบแหลมหรือยาวรี โคนใบมนหรือเว้าหรือป้าน ใบมีขนาดกว้างประมาณ 5-10 เซนติเมตร และยาวประมาณ 7.5-15 เซนติเมตร แผ่นใบค่อนข้างหนา หลังใบเป็นสีเขียวเข้ม ส่วนท้องใบมีสีเขียวอ่อนกว่า ก้านใบยาวประมาณ 4 เซนติเมตร

ดอกกระทุงหมาบ้า ออกดอกเป็นช่อแบบช่อกระจุก โดยจะออกบริเวณซอกใบหรือระหว่างก้านใบ ลักษณะของดอกเป็นดอกที่มีขนาดเล็ก มีกลีบดอกและกลีบรองกลีบดอกอย่างละ 5 กลีบ กลีบดอกเป็นสีเขียวอ่อน บิดเวียนกัน ยาวได้ประมาณ 2 มิลลิเมตร โคนกลีบดอกเชื่อมติดกันเป็นท่อ ส่วนปลายกลีบแยกออกเป็นแฉกรูปสามเหลี่ยม เส้าเกสร 5 กลีบ เมื่อดอกบานเต็มที่จะมีขนาดกว้างประมาณ 1-1.5 เซนติเมตร

ผลกระทุงหมาบ้า ผลมีลักษณะเป็นฝัก ออกเป็นคู่ตรงข้ามกัน ฝักมีขนาดกว้างประมาณ 1.6-3 เซนติเมตร และยาวประมาณ 7.5-10 เซนติเมตร โคนฝักป่องแล้วค่อย ๆ เรียวไปหาปลาย มีครีบตามยาว ผิวฝักมีขนสีน้ำตาลอ่อนนุ่มคล้ายกำมะหยี่ ข้างในฝักมีเมล็ด ลักษณะของเมล็ดเป็นรูปไข่หรือรูปรีกว้าง โค้งเว้า มีขนาดยาวประมาณ 1.2 เซนติเมตร เมล็ดเป็นสีน้ำตาลอมเหลือง ผิวเรียบเป็นมันวาว ขอบบางเป็นครีบ มีพู่ขนสีขาวเป็นมันเหมือนเส้นไหม

สรรพคุณของกระทุงหมาบ้า
ส่วนที่กินได้ของผักชนิดนี้มีรสขมอมหวานมัน มีสรรพคุณช่วยบรรเทาความร้อนในร่างกายและช่วยเจริญอาหาร (ส่วนที่กินได้)
รากและเถามีสรรพคุณช่วยทำให้นอนหลับ (ราก, เถา)
เถาใช้เป็นยาแก้โรคตา (เถา)
ใช้เป็นยาแก้หวัด ทำให้จาม (เถา) บ้างใช้รากนำมาตัดเสียบเข้าไปในจมูกเพื่อทำให้เกิดการจาม (ราก)
รากใช้เป็นยาขับพิษร้อน กระทุ้งพิษ พิษฝี แก้ไข้พิษ พิษไข้หัว ไข้กาฬ ให้ซ่านออกมาจากภายใน ช่วยดับความร้อน แก้พิษน้ำดีกำเริบ (ราก)

เถามีรสเมาเบื่อเอียดติดขม มีสรรพคุณเป็นยาดับพิษร้อนถอนพิษไข้ ใช้กระทุ้งพิษไข้หัว ไข้กาฬ ดับพิษฝี แก้พิษดีกำเริบ ละเมอเพ้อกลุ้ม เซื่องซึม ปวดศีรษะ น้ำตาตกหนัก แสบร้อนหน้าตา (เถา)
รากมีสรรพคุณเป็นยาขับเสมหะ ถ้าใช้มากเกินไปจะมีสรรพคุณทำให้อาเจียน ส่วนลำต้นอ่อนก็มีสรรพคุณทำให้อาเจียนเช่นกัน (ราก, ลำต้นอ่อน)
เถาเป็นยาเย็น ใช้เป็นยาขับปัสสาวะ (เถา)
ใช้เป็นยาแก้ปัสสาวะพิการ (ราก)
ใบมีรสเมาเบื่อเอียนติดขม ใช้เป็นยาแก้แผลที่ถูกน้ำร้อนลวก แก้บวม แก้ฝี แก้ฝีภายใน แก้พิษต่าง ๆ การใช้ภายนอกให้นำใบสดมาตำให้ละเอียดแล้วใช้ทาบริเวณที่เป็นแผลหรือใช้พอกฝีและบริเวณที่อักเสบ (ใบ)
เถาใช้เป็นยาแก้พิษงูกัด (เถา)
ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จะใช้เป็นยาลดไข้ ทำให้อาเจียน ใช้ในการรักษาอาการอาเจียนออกมาเป็นเลือดสด (Hematemesis), เจ็บคอ, อาการฝีหนองติดเชื้อ (Carbuncles), กลาก, โรคหอบหืดและเป็นยาแก้พิษสำหรับยาพิษ (เนื่องจากทำให้อาเจียนได้ แต่ใช้รากเท่านั้น)…

คุณประโยชน์ของต้นกระทาดง

No Comments
คุณประโยชน์ของต้นกระทาดง

คุณประโยชน์ของต้นกระทาดง

คุณประโยชน์ของต้นกระทาดง

คุณประโยชน์ของต้นกระทาดง  กระทาดง ชื่อวิทยาศาสตร์ Lasianthus kurzii Hook.f. (ชื่อพ้องวิทยาศาสตร์ Lasianthus chrysoneurus (Korth.) Miq.) จัดอยู่ในวงศ์เข็ม (RUBIACEAE)

ลักษณะของกระทาดง
ต้นกระทาดง จัดเป็นพรรณไม้พุ่ม ลำต้นตั้งตรง มีความสูงได้ประมาณ 2-4 เมตร
ต้นกระทาดง  ใบกระทาดง ใบเป็นใบเดี่ยว ออกเรียงตรงข้าม ลักษณะของใบเป็นรูปขอบขนานแกมใบหอก ใบมีขนาดกว้างประมาณ 6-9 เซนติเมตร และยาวประมาณ 15-25 เซนติเมตร มีหูใบอยู่ระหว่างก้านใบ  ดอกกระทาดง ออกดอกเป็นช่อ ออกเป็นกระจุกที่ซอกใบ มีดอกย่อยประมาณ 4-7 ดอก กลีบดอกเป็นสีขาว เชื่อมติดกันเป็นหลอด มีขน ผลกระทาดง ผลเป็นผลสด ลักษณะของผลเป็นรูปไข่ มีสีม่วงเข้ม

สรรพคุณของกระทาดง
ยาพื้นบ้านล้านนาจะใช้ลำต้นหรือรากกระทาดง นำมาผสมกับหัวยาข้าวเย็น ใช้ต้มกับน้ำดื่มเป็นยาแก้ปวดเมื่อย (ลำต้น, ราก) i99bet

ขอบคุณแหล่งที่มา https://medthai.com…

สมุนไพรกระต่ายจาม

No Comments
สมุนไพรกระต่ายจาม

สมุนไพรกระต่ายจาม

สมุนไพรกระต่ายจาม

สมุนไพรกระต่ายจาม กระต่ายจาม ชื่อวิทยาศาสตร์ Adenosma indianum (Lour.) Merr. (ชื่อพ้องวิทยาศาสตร์ Manulea indiana Lour.) จัดอยู่ในวงศ์เทียนเกล็ดหอย (PLANTAGINACEAE)

มีชื่อท้องถิ่นอื่น ๆ ว่า พริกกระต่าย (ชลบุรี), โซเซ ข้าวก่ำ (ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ), ข้าวคำ ข้าวก่ำ พริกกระต่าย (ภาคตะวันออกเฉียงใต้, ชลบุรี), กระต่ายจาม (ภาคตะวันตกเฉียงใต้, เพชรบุรี), การบูรป่า (ทั่วไป) เป็นต้น

ลักษณะของกระต่ายจาม i99bet
ต้นกระต่ายจาม จัดเป็นพรรณไม้ล้มลุก ลำต้นตั้งตรง ไม่ค่อยแตกกิ่งก้าน มีความสูงได้ประมาณ 50-100 เซนติเมตร ตามลำต้นมีขนนุ่มละเอียดขึ้นปกคลุมอยู่หนาแน่น มีเขตการกระจายพันธุ์ในภูมิภาคอินโดจีน ภูมิภาคมาเลเซีย ชวา บอร์เนียว ฟิลิปปินส์ อินเดีย ศรีลังกา พม่า และทางตอนใต้ของจีน ในประเทศไทยพบกระจายพันธุ์ในจังหวัดเชียงใหม่ แพร่ ตาก เลย นครราชสีมา สระบุรี ตราด เพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ สุราษฎร์ธานี สงขลา ระนอง พังงา และสตูล โดยมักขึ้นในที่โล่งทั่วไป บนพื้นที่ใกล้ระดับน้ำทะเลไปจนถึงสูงประมาณ 360 เมตร
ใบกระต่ายจาม ใบเป็นใบเดี่ยว ออกเรียงตรงข้ามและเรียงเป็นวงรอบ ลักษณะของใบเป็นรูปไข่กว้างหรือรูปไข่แกมขอบขนาน ปลายใบเรียวแหลมหรือมน โคนใบสอบหรือมน ส่วนขอบใบหยักเป็นฟันเลื่อย ใบมีขนาดกว้างประมาณ 0.7-2 เซนติเมตร และยาวประมาณ 1-6 เซนติเมตร แผ่นใบมีขนนุ่มขึ้นหนาแน่นทั้งสองด้าน และมีต่อมเล็ก ๆ อยู่ด้านล่าง มีกลิ่นฉุนคล้ายการบูร ก้านใบสั้น
ดอกกระต่ายจาม ออกดอกเป็นช่อ โดยจะออกที่ปลายยอดหรือตามง่ามใบ ลักษณะของช่อดอกเป็นรูปทรงกระบอกหรือรูปทรงกลม มีขนาดกว้างประมาณ 1 เซนติเมตร และยาวประมาณ 1-5 เซนติเมตร ก้านช่อดอกยาวประมาณ 3-8 เซนติเมตร ดอกย่อยมีขนาดเล็กและจำนวนมาก เรียงเป็นวงซ้อนกันแน่นรอบแกนช่อ ที่โคนดอกมีใบประดับลักษณะเป็นรูปรีหรือรูปยาวรี มีความยาวประมาณ 0.5-1.5 เซนติเมตร มีขนยาว กลีบเลี้ยงที่โคนเชื่อมติดกันเป็นหลอดสั้นประมาณ 1-2 มิลลิเมตร ปลายแยกออกเป็นแฉกแหลม 5 แฉก แต่ละแฉกมีขนาดไม่เท่ากัน มีความยาวประมาณ 2-3 มิลลิเมตร มีขนยาว ส่วนกลีบดอกนั้นเป็นสีม่วงหรือสีน้ำเงิน โคนกลีบดอกเชื่อมติดกันเป็นหลอดยาวประมาณ 3-5 มิลลิเมตร ปลายเป็นรูปปากเปิด ขนาดไม่เท่ากัน แยกออกเป็นสองปาก ปากด้านบนมี 1 กลีบ ลักษณะเป็นรูปค่อนข้างกลม ปลายกลีบมนหรือหยักเว้าเล็กน้อย ส่วนปากด้านล่างจะมี 3 กลีบ มีขนาดเล็กกว่าด้านบน ดอกมีเกสรเพศผู้ 4 อัน มีก้านชูอับเรณูขนาดสั้น 1 คู่ และขนาดยาวอีก 1 คู่ ติดอยู่ที่โคนหลอดกลีบดอก ส่วนรังไข่มีขนาดเล็ก ออกดอกในช่วงประมาณเดือนกรกฎาคมถึงเดือนตุลาคม
ผลกระต่ายจาม ผลเป็นผลแห้งและแตกได้ ลักษณะของผลเป็นรูปไข่ ยาวประมาณ 3-4 มิลลิเมตร ส่วนเมล็ดมีลักษณะเป็นรูปไข่เช่นกัน แต่มีจะมีขนาดเล็กมาก

สรรพคุณของกระต่ายจาม
ยาพื้นบ้านล้านนาจะใช้กระต่ายจามทั้งต้นนำมาต้มกับน้ำดื่มเป็นยาแก้ลมวิงเวียน มึนศีรษะ (ทั้งต้น)
ในบางประเทศมีการใช้สมุนไพรชนิดนี้เป็นยาแผนโบราณแก้อาการปวดท้อง (ไม่ระบุส่วนที่ใช้)

ขอบคุณแหล่งที่มา https://medthai.com…

กระเช้าผีมดสรรพคุณ และประโยชน์มากมายทางสมุนไพร

No Comments
กระเช้าผีมดสรรพคุณ

กระเช้าผีมดสรรพคุณ

กระเช้าผีมดสรรพคุณ

กระเช้าผีมดสรรพคุณ สมุนไพรกระเช้าผีมด  กระเช้าผีมด ชื่อสามัญ Indian Birthwort, Dutchman’s pipe

กระเช้าผีมด ชื่อวิทยาศาสตร์ Aristolochia tagala Cham. จัดอยู่ในวงศ์ไก่ฟ้า (ARISTOLOCHIACEAE) มีชื่อท้องถิ่นอื่น ๆ ว่า ปุลิง (เชียงใหม่), กระเช้ามด กระเช้าสีดา (กรุงเทพฯ), กระเช้ามด กระเช้าผีมด (ภาคกลาง), เจี่ยต้าสู่ เอ่อเย่หม่าเอ๋อหลิน เฮยเมี่ยนฝังจี่ มู่ฝังจี่ (จีนกลาง),  ผักข้าว ผักห่ามป่าย ผักห่ามหนี (คนเมือง), ชั้วมัดหลัว (ม้ง), คอหมู่เด๊าะ (กะเหรี่ยงแม่ฮ่องสอน), บ่ะหูกว๋าง พ่วน ลำเด่อ (ลั้วะ)เป็นต้น

ลักษณะของกระเช้าผีมด
ต้นกระเช้าผีมด จัดเป็นพรรณไม้เถาเลื้อย ลำต้นเป็นเถา ผิวเป็นร่องไปตามยาวของลำเถา ลำต้นเมื่อยังอ่อนจะมีขน และขนจะค่อย ๆ หลุดร่วงไปจนเกือบเกลี้ยงหรือเกลี้ยง ขยายพันธุ์ด้วยวิธีการเพาะเมล็ด มีเขตการกระจายพันธุ์ในจีน อินเดีย ศรีลังกา บังกลาเทศ พม่า กัมพูชา เวียดนาม มาเลเซีย ตลอดจนถึงหมู่เกาะโซโลมอนและทวีปออสเตรเลีย ส่วนในประเทศไทยพบขึ้นกระจายพันธุ์ในจังหวัดเชียงใหม่ ตาก จันทบุรี กาญจนบุรี สุราษฎร์ธานี ตรัง ภูเก็ต และจังหวัดนครศรีธรรมราช ตามป่าดิบ ป่าเบญจพรรณ ที่โล่งแจ้งและบนดินปนทราย บนพื้นที่ความสูงจากระดับน้ำทะเล 5-1,030 เมตร

ใบกระเช้าผีมด ใบเป็นใบเดี่ยว ออกเรียงสลับ ลักษณะของใบมีหลายแบบ ตั้งแต่รูปไข่ไปจนถึงรูปไข่แกมรูปใบหอก ปลายใบแหลม โคนใบเว้าลึกเป็นรูปหัวใจหรือรูปติ่งหู ส่วนขอบใบเรียบ ใบมีขนาดกว้างประมาณ 5.8-7.6 เซนติเมตร และยาวประมาณ 9.5-16.5 เซนติเมตร ใบที่เจริญเติบโตเต็มที่แล้วจะเกลี้ยงทั้งสองด้าน นอกจากเส้นใบและเส้นใบย่อยที่อาจมีขน แผ่นใบจะมีต่อมลักษณะเป็นจุดเล็ก ๆ กระจัดกระจาย มีเส้นใบออกจากโคนใบ 3-5 เส้น ส่วนเส้นแขนงใบมีข้างละ 3-4 เส้น เส้นใบย่อยเรียงตามขวางใบคล้ายขั้นบันไดและสานกันเป็นร่างแห เส้นร่างแหนั้นจะเห็นได้ชัดทางด้านล่างมากกว่าด้านบน ก้านใบยาวประมาณ 3-6 เซนติเมตร ด้านบนเป็นร่องและมีขนละเอียด ส่วนด้านล่างจะเกลี้ยง

ดอกกระเช้าผีมด ออกดอกเป็นช่อ ช่อดอกยาวประมาณ 6-13.5 เซนติเมตร มีขน เป็นดอกที่มีทั้งเกสรเพศผู้และเกสรเพศเมียอยู่ในดอกเดียวกัน กลีบดอกมีเพียงชั้นเดียว เชื่อมติดกันเป็นหลอด ที่โคนหลอดจะมีลักษณะป่องเป็นกระเปาะกลม ๆ มีขนาดกว้างและยาวประมาณ 5-7 มิลลิเมตร เหนือขึ้นไปจะคอดเป็นหลอดเล็ก ๆ กว้างประมาณ 1-2 มิลลิเมตร และยาวประมาณ 1 มิลลิเมตร ปลายกลีบนั้นเบี้ยว ข้างหนึ่งจะยื่นยาวออกไป รูปใบหอก มีขนาดกว้างประมาณ 8 มิลลิเมตร และยาวประมาณ 1.6-2.5 เซนติเมตร ใบประดับมีลักษณะเป็นรูปไข่ ปลายและโคนของใบประดับแหลม ส่วนขอบมีขน ใบประดับมีขนาดกว้างประมาณ 1-2 มิลลิเมตร และยาวประมาณ 2-3 มิลลิเมตร ตามผิวมีขนสั้น ๆ ทั้งสองด้าน ก้านดอกยาวประมาณ 5-8 มิลลิเมตร ดอกมีเกสรเพศผู้ 6 อัน อยู่แนบติดกับก้านเกสรเพศเมีย อับเรณูเป็นรูปรี ยาวได้ประมาณ 1 มิลลิเมตร ยอดเกสรเพศเมียแยกออกเป็นแฉก 6 แฉก เป็นรูปกรวยยาว ปลายมน ส่วนรังไข่อยู่ใต้วงกลีบ มีลักษณะเป็นรูปทรงกระบอกเล็ก ๆ มีขนาดกว้างประมาณ 1-2 มิลลิเมตร และยาวประมาณ 0.5-1 เซนติเมตร

ผลกระเช้าผีมด ผลมีลักษณะค่อนข้างกลม รูปไข่ หรือเป็นรูปขอบขนานแกมรี มีขนาดกว้างประมาณ 2.7-4.3 เซนติเมตร และยาวประมาณ 3.3-5.5 เซนติเมตร ส่วนก้านผลยาวได้ประมาณ 3.3-5.8 เซนติเมตร ผลเมื่อแก่จะแตกออกตามยาวจากขั้วไปยังโคน และก้านผลก็จะแตกแยกออกเป็น 6 เส้น โดยที่โคนก้านและปลายผลยังติดกันอยู่ มีลักษณะรูปร่างคล้ายกระเช้า ภายในผลมีเมล็ดหลายเมล็ด

เมล็ดกระเช้าผีมด …

สมุนไพรกรวยป่า

No Comments
สมุนไพรกรวยป่า

สมุนไพรกรวยป่า จัดเป็นพรรณไม้ยืนต้นไม่ผลัดใบขนาดเล็กถึงกลาง มีความสูงได้ประมาณ 5-15 เมตร

สมุนไพรกรวยป่า

สมุนไพรกรวยป่า มีชื่อท้องถิ่นอื่น ๆ ว่า ตวย (เพชรบูรณ์), ตวยใหญ่ ตานเสี้ยน (พิษณุโลก), คอแลน (นครราชสีมา), ขุนเหยิง บุนเหยิง (สกลนคร), ผ่าสาม หมากผ่าสาม (นครปฐม, อุดรธานี), ก้วย ผีเสื้อหลวง สีเสื้อหลวง (ภาคเหนือ), คอแลน ผ่าสามตวย (ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ), สีเสื้อ, หมูหัน เป็นต้น
กรวยป่า ชื่อวิทยาศาสตร์ Casearia grewiaefolia Vent (ชื่อพ้องวิทยาศาสตร์ Casearia kerri Craib, Casearia oblonga Craib) ปัจจุบันได้ถูกย้ายมาอยู่ในวงศ์สนุ่น (SALICACEAE)i99bet

ลักษณะของกรวยป่า
ต้นกรวยป่า จัดเป็นพรรณไม้ยืนต้นไม่ผลัดใบขนาดเล็กถึงกลาง มีความสูงได้ประมาณ 5-15 เมตร รูปทรงโปร่ง ออกกิ่งตั้งฉากกับลำต้น ลำต้นเปลาตรง มีลายสีขาวปนดำ คล้ายตัวแลนหรือตะกวด บางท้องที่จึงเรียกว่า “คอแลน” เปลือกลำต้นค่อนข้างเรียบเป็นสีเทา สีน้ำตาลอ่อน หรือสีน้ำตาลเข้มแตกเป็นเกล็ดเล็ก ๆ มีขนสีน้ำตาลแดงทั่วไป กิ่งอ่อนมีขนสั้น หนานุ่ม สีน้ำตาลแดง มีน้ำยางสีขาวใส ส่วนเนื้อไม้เป็นสีน้ำตาลอ่อนเกือบขาว ต้นที่มีอายุมาก โคนต้นมักมีพูพอน มีเขตการกระจายพันธุ์ในภูมิภาคอินโดจีน มาเลเซีย อินโดนีเซีย จนถึงหมู่เกาะในภูมิภาคเมลานีเซีย ในประเทศไทยพบขึ้นทุกภาคของประเทศ โดยมักขึ้นตามป่าเบญจพรรณ ป่าเต็งรัง ป่าดิบ และป่าทุ่งทั่วไปจนถึงพื้นที่ความสูงจากระดับน้ำทะเลประมาณ 1,200 เมตร

ใบกรวยป่า ใบเป็นใบเดี่ยว ออกเรียงสลับ ลักษณะของใบเป็นรูปรียาวขอบขนานหรือรูปไข่แกมรูปขอบขนาน ปลายใบแหลมหรือเรียวแหลม โคนใบมนกว้าง มักเว้าเล็กน้อยที่รอยต่อก้านใบ ส่วนขอบใบหยักเป็นถี่ตื้น ๆ แผ่นใบมีขนาดกว้างประมาณ 3-6 เซนติเมตร และยาวประมาณ 8-13 เซนติเมตร เนื้อใบหนา แผ่นใบเรียบ แผ่ หลังใบเรียบเกลี้ยงเป็นมันหรือมีขนเล็กน้อยที่เส้นกลางใบ ส่วนท้องใบมีขนสั้นขึ้นปกคลุมทั่วไป เส้นกลางใบเรียบหรือเป็นร่องทางด้านบน ด้านล่างนูนเห็นได้ชัด เส้นแขนงใบมีข้างละ 8-14 เส้น แผ่นใบมีต่อมเป็นจุดและขีดสั้น ๆ กระจัดกระจายทั่วไป เมื่อส่องดูกับแสงสว่างจะโปร่งแสงก้านใบสั้น ยาวได้ประมาณ 0.6-1.2 เซนติเมตร มีขนสั้นนุ่มหรือเกือบเกลี้ยง หูใบมีขนาดเล็ก ลักษณะเป็นรูปสามเหลี่ยม ขนาดประมาณ 1.5 มิลลิเมตร ร่วงง่าย
ใบกรวยป่า

ดอกกรวยป่า ออกดอกเป็นกระจุก กระจุกละ 2-8 ดอก โดยจะออกตามซอกใบที่หลุดร่วงไปแล้ว ก้านดอกยาวประมาณ 5-6 มิลลิเมตร มีขนสั้นนุ่ม ดอกเป็นดอกแบบสมบูรณ์เพศสีขาวหรือสีเหลืองแกมเขียว ใบประดับมีจำนวนมาก มีขนสั้นนุ่ม ไม่มีกลีบดอก มีแต่กลีบเลี้ยงดอกขนาดเล็กมี 5 กลีบ กลีบเลี้ยงเป็นสีเขียว รูปงองุ้ม แต่ละกลีบจะไม่เท่ากัน ด้านนอกมีขนแน่น ส่วนด้านในเกลี้ยง ดอกมีเกสรเพศผู้จำนวน 8-10 อัน ก้านชูอับเรณูยาวไม่เท่ากัน มีขนสั้นนุ่มเล็กน้อยหรือเกลี้ยง ตรงกลางมีแกนเป็นรูปเจดีย์คว่ำ เกสรเพศผู้ที่เป็นหมัน เป็นรูปขอบขนาน มีขนหนาแน่น รังไข่อยู่เหนือวงกลีบ ลักษณะเป็นรูปกลมเกลี้ยง หรือมีขนยาวห่าง มี 1 ช่อง ก้านเกสรเพศเมียสั้น ออกดอกในช่วงระหว่างเดือนมีนาคมถึงเดือนพฤษภาคม

ผลกรวยป่า ผลเป็นผลแบบมีเนื้อ เมื่อแห้งจะแตกออก ลักษณะของผลเป็นรูปทรงกลมรีหรือรูปไข่ มีขนาดกว้างประมาณ 1.5-2 เซนติเมตร และยาวประมาณ 2.5-5 เซนติเมตร ผิวผลมันเรียบ เปลือกผลหนา เมื่อสุกแล้วจะมีสีเหลืองและจะแตกอ้าออกเป็น 3 ซีก บางท้องถิ่นจึงเรียกว่า “ผ่าสาม” (มีแนวแตกกลางผล)

เมล็ดกรวยป่า ภายในผลมีเมล็ดจำนวนมาก เนื้อหุ้มเมล็ดเป็นสีแดงสด เมล็ดมีลักษณะเป็นเหลี่ยม ขนาดประมาณ 1 เซนติเมตร รูปร่างดูคล้ายผีเสื้อ หัวท้ายมน ผิวเมล็ดแข็งและเรียบเป็นมัน เป็นผลในช่วงระหว่างเดือนพฤษภาคมถึงเดือนกรกฎาคม

สรรพคุณของกรวยป่า
เปลือกมีรสเมาขื่น ใช้เป็นยาบำรุงธาตุ บำรุงกำลัง บำรุงโลหิต เป็นยาคุมธาตุ (เปลือก) ส่วนรากก็มีสรรพคุณเป็นยาบำรุงธาตุเช่นเดียวกับเปลือก …

สมุนไพรเสจ

No Comments
สมุนไพรเสจ

สมุนไพรเสจ

สมุนไพรเสจ
สมุนไพรเสจ หรือ เซจ มีชื่อสามัญว่า Sage, Common Sage, Garden Sage, Gaster Sage, True Sage

เสจ ชื่อวิทยาศาสตร์ Salvia officinalis Linn. จัดอยู่ในวงศ์กะเพรา (LAMIACEAE หรือ LABIATAE)

ลักษณะของเสจ
ต้นเสจ จัดเป็นพรรณไม้พุ่มหรือกึ่งพุ่ม ลำต้นมีความสูงได้ประมาณ 15-45 เซนติเมตร ลำต้นใสและฉ่ำน้ำ ออกจากรากใต้ดิน แตกกิ่งก้านตรงข้ามกัน กิ่งก้านตอนบนมักมีดอก พรรณไม้ชนิดนี้มีถิ่นกำเนิดและแพร่พันธุ์ในบริเวณเมดิเตอร์เรเนียน มีขึ้นอยู่ตามธรรมชาติทั่วยุโรป และมีการเพาะปลูกในแถบอเมริกาเหนือ
ต้นเสจ ใบเสจ ใบออกตรงข้ามกัน ลักษณะของใบเป็นรูปยาวรี ปลายใบแหลมหรือทู่ โคนใบกลมหรือกึ่งหัวใจ ใบมีขนาดกว้างประมาณ 1-2.6 เซนติเมตร และยาวประมาณ 2-10 เซนติเมตร ผิวใบก้านบนใสสีเขียวอมเทา (ใบอ่อน) เส้นกลางใบลึกเป็นร่อง ส่วนผิวใบด้านล่างเป็นสีเทา ใส เส้นใบเล็กมาก สานเป็นร่างแห เนื้อใบนุ่ม เมื่อขยี้จะมีกลิ่นหอมมาก รสหอมขม ก้านใบยาวได้ถึง 4.5 เซนติเมตร ดอกเสจ ดอกเป็นสีน้ำเงิน บางครั้งเป็นสีชมพู หรือขาว ผลเสจ ผลมีขนาดเล็กสีดำ

สรรพคุณของเสจ
กรณีใช้ภายในจะใช้ใบเสจเป็นยารักษาอาการเบื่ออาหาร ลดระดับไขมันเลือด ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของความจำ รักษาอาการร้อนวูบวาบจากภาวะหมดประจำเดือน อาการเหงื่อออกมากผิดปกติ แก้อาการลมหายใจเหม็น แก้อาการปวดข้อ อาการปวดศีรษะจากความดัน ใช้ยับยั้งการหลั่งน้ำนมของสตรี ใช้เป็นยาแก้ท้องอืด ท้องเฟ้อ ท้องเสีย ลำไส้อักเสบ (ใบ)
กรณีใช้เป็นยาภายนอกนั้น จะนิยมใช้เป็นยาล้างแผล รักษาผิวหนังอักเสบ ใช้เป็นน้ำยาบ้วนปาก รักษาโรคในช่องปาก กล่องเสียง คอหอย และเหงือกอักเสบ (ใบ)
การใช้เป็นยารักษาอาการเหงื่อออกมากผิดปกติ วิธีแรกให้ใช้ใบแห้ง 20 กรัม นำมาลวกในน้ำร้อน 1 ลิตร โดยแช่ไว้ 15 นาที จากนั้นแยกส่วนของกากออก เอาส่วนของน้ำมาดื่มครั้งละ 200 มิลลิลิตร วันละ 3 ครั้ง ส่วนอีกวิธีให้ผสมผงยา 50 กรัม กับน้ำผึ้ง 80 กรัม ใช้รับประทานครั้งละ 1 ช้อนโต๊ะ ทั้งเช้าและก่อนนอน (ใบ) การใช้เป็นยาล้างแผลและสมานแผลที่เกิดจากการแพ้หรืออักเสบ รักษาผิวหนังอักเสบ ด้วยการใช้ใบประมาณ 100 กรัม นำมาต้มผสมกับไวน์ขาว 0.5 ลิตร เป็นเวลา 1 นาที แล้วนำไปใช้ล้างแผล ส่วนอีกวิธีให้ผสมน้ำมันหอมระเหยประมาณ 2-3 หยด ลงในน้ำ 100 ลิตร หรือผสมสารสกัดแอลกอฮอล์ 5 กรัม ลงในน้ำ 1 แก้ว แล้วนำไปล้างใช้แผล (ใบ)
นอกเหนือจากสรรพคุณที่กล่าวมาข้างต้น ในข้อมูลจากเว็บไซต์อโรคายังระบุด้วยว่า  นั้น มีสรรพคุณช่วยเพิ่มสมาธิ ผ่อนคลายความวิตกกังวล แก้เจ็บคอ กล่องเสียงอักเสบ ไซนัสอักเสบ ช่วยลดสารคัดหลั่งในโพรงไซนัสและทางเดินหายใจส่วนบน แก้หวัดคัดจมูก รักษาแผลร้อนใน อาหารไม่ย่อย กลาก ช่วยให้กล้ามเนื้อแข็งแรง บรรเทาอาการสั่น ช่วยบำรุงสุขภาพ แก้กลิ่นตัว และเท้ามีปัญหา
นอกจากนี้ยังมีข้อมูลอื่นๆ ที่ระบุด้วยว่า เสจมีสรรพคุณช่วยลดอาการปวดกล้ามเนื้อหรือเกร็งเมื่อยชาตามแขนขา ช่วยปรับสมดุลในผู้หญิงและลดอาการกระวนกระวาย ช่วยลดอาการอักเสบของผิวหนัง สิว ผมร่วง และอาการผมมัน (ไม่มีแหล่งอ้างอิง)

ประโยชน์ของเสจ  ใบใช้เป็นยาบำรุงเส้นผมและหนังศีรษะ ช่วยแก้ปัญหารังแค อาการคันหนังศีรษะ และปัญหาหนังศีรษะแห้งได้ดี เนื่องจากสมุนไพรชนิดนี้มีคุณสมบัติเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ มีฤทธิ์ต่อต้านเชื้อแบคทีเรีย ช่วยลดการก่อตัวของรังแคได้ โดยยังคงความชุ่มชื้นของหนังศีรษะเอาไว้
ใบสามารถนำมาใช้แต่งกลิ่นอาหารได้  น้ำมันจากดอกเสจ (Sage Essential Oil) สามารถนำมาใช้เป็นส่วนผสมของเครื่องสำอางและใช้ในสปาได้
ชาวโรมันถือว่าเสจเป็นต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์ และมีการจัดพิธีเก็บเกี่ยวให้โดยเฉพาะ

ขอบคุณแหล่งที่มา https://medthai.com

Categories: สมุนไพร Tags: ป้ายกำกับ:, ,

สมุนไพรหนามโค้ง

No Comments
สมุนไพรหนามโค้ง

สมุนไพรหนามโค้ง

สมุนไพรหนามโค้ง
สมุนไพรหนามโค้ง มีชื่อท้องถิ่นอื่นๆ ว่า นวม (ลำปาง), งวม ผักงวม (อุตรดิตถ์), พาย่วม หนามโค้ง (ภาคเหนือ) เป็นต้น

หนามโค้ง ชื่อวิทยาศาสตร์ Caesalpinia furfuracea (Prain) Hattink (ชื่อพ้องวิทยาศาสตร์ Mezoneuron furfuraceum Prain, Mezoneuron glabrum sensu Baker, Mezoneurum furfuraceum Prain) จัดอยู่ในวงศ์ถั่ว (FABACEAE หรือ LEGUMINOSAE) และอยู่ในวงศ์ย่อยราชพฤกษ์ (CAESALPINIOIDEAE หรือ CAESALPINIACEAE)

ลักษณะของหนามโค้ง
ต้นหนามโค้ง จัดเป็นพรรณไม้เถาเลื้อยพาดพันต้นไม้อื่น มีเนื้อไม้แข็ง มีหนามแหลมโค้งเป็นคู่ทั่วทั้งลำต้น เปลือกเถาเป็นสีน้ำตาล

ใบหนามโค้ง ใบเป็นใบประกอบแบบขนนกสองชั้น ออกเรียงสลับ ลักษณะของใบย่อยเป็นรูปขอบขนาน ปลายใบมน โคนใบเบี้ยว แผ่นใบบาง ใบย่อยนั้นมีขนาดเล็ก

ดอกหนามโค้ง ออกดอกเป็นช่อที่ปลายยอด ดอกเป็นสีเหลือง กลีบดอกมี 4 กลีบ และมีกลีบเลี้ยงดอก 4 กลีบ

ผลหนามโค้ง ผลมีลักษณะเป็นฝักแบน ปลายฝักแหลม โคนฝักแหลม ภายในฝักมีเมล็ดประมาณ 4-6 เมล็ด เมล็ดมีลักษณะแบน
ฝักหนามโค้ง

สรรพคุณของหนามโค้ง
ฝักมีรสเปรี้ยวอมฝาด ใช้เป็นยาแก้ไข้ (ฝัก)
รสเปรี้ยวฝาดของฝักใช้เป็นยาช่วยกัดเสมหะ (ฝัก)
ฝักใช้เป็นยาระบายอ่อน ๆ ช่วยในการย่อยอาหาร (ฝัก)
ใช้เป็นยาสมานท้อง (ฝัก)
ประโยชน์ของหนามโค้ง
ฝักอ่อนใช้ทำเป็นยำผักงวม ซึ่งเครื่องปรุงที่ต้องใช้จะประกอบไปด้วยฝักอ่อนผักงวม 2 กำ, พริกแห้ง 6-7 เม็ด, หอมแดง 4 หัว, ข่า 1 แว่น, ตะไคร้ 1-2 ต้น, ปลาร้าหรือกะปิ, เกลือ, ปลาสด และน้ำมะกรูด ส่วนขั้นตอนการทำนั้นให้โขลกเครื่องปรุงน้ำพริกให้ละเอียดก่อน แล้วต้มปลาให้สุก แกะเนื้อครึ่งหนึ่งลงไปโขลกกับน้ำพริก หั่นฝักผักงวมให้เป็นฝอยละเอียด แล้วนำลงไปคลุกเคล้ากับน้ำพริกให้ทั่ว เติมน้ำปลาและเนื้อปลาแกะที่เหลือให้มีน้ำพอเปียก จากนั้นปรุงรสด้วยน้ำปลาและน้ำมะกรูด เป็นอันเสร็จ ใช้รับประทานกับข้าวเหนียว

ขอบคุณแหล่งที่มา https://medthai.com

สมุนไพรว่านนกคุ่ม

No Comments
สมุนไพรว่านนกคุ่ม

สมุนไพรว่านนกคุ่ม

สมุนไพรว่านนกคุ่ม

สมุนไพรว่านนกคุ่ม มีชื่อท้องเรียกอื่น ๆ ว่า ว่านทรหด ว่านนกคุ่ม (กรุงเทพฯ), ว่านนางกวัก เป็นต้น

ว่านนกคุ่ม ชื่อสามัญ Chinese taro

ว่านนกคุ่ม ชื่อวิทยาศาสตร์ Alocasia cucullata (Lour.) G. Don (ชื่อพ้องวิทยาศาสตร์ Alocasia rugosa (Desf.) Schott, Colocasia cucullata (Lour.) Schott[1]) จัดอยู่ในวงศ์บอน (ARACEAE)

ลักษณะของว่านนกคุ่ม
ต้นว่านนกคุ่ม จัดเป็นพรรณไม้ล้มลุก แตกหน่อและกิ่งก้านสาขามากมาย มีเหง้ายาวประมาณ 30-60 เซนติเมตร ขยายพันธุ์ด้วยวิธีการแยกหน่อ พรรณไม้ชนิดนี้มีถิ่นกำเนิดอยู่ทางตะวันออกเฉียงเหนือของอินเดีย ทางตอนใต้ของจีน และพม่า มักพบขึ้นตามที่รกร้าง

ใบว่านนกคุ่ม ลักษณะของใบเป็นรูปไข่ ปลายใบแหลม โคนใบเว้าเป็นรูปหัวใจ ส่วนขอบใบนั้นเรียบ ใบมีขนาดกว้างประมาณ 10-18 เซนติเมตร และยาวประมาณ 15-30 เซนติเมตร มีเส้นใบขนาดใหญ่ ก้านใบยาวประมาณ 30-90 เซนติเมตร เป็นสีเขียว

ดอกว่านนกคุ่ม ออกดอกเป็นช่อ ลักษณะเป็นแท่งกลมยาว ช่อดอกนั้นจะมีกาบหุ้ม กาบหุ้มจะมีความยาวมากกว่าช่อดอก และส่วนล่างนั้นจะโอบเป็นท่อยาวๆ ส่วนปลายจะเป็นรูปทรงคล้ายเรือ มีดอกเพศผู้อยู่จำนวนมาก ซึ่งจะอยู่ตอนบน ส่วนดอกเพศเมียจะมีอยู่จำนวนน้อย และอยู่ตอนล่าง ดอกเพศเมียจะมีไข่อ่อนเพียง 2-3 ใบเท่านั้น และในระหว่างดอกเพศผู้และดอกเพศเมียจะมีดอกไม่มีเพศคั่นอยู่ตรงกลางด้วย

ผลว่านนกคุ่ม ผลเป็นผลสด ภายนอกมีเนื้อนุ่ม ส่วนภายในจะมีเมล็ดสีแดง และมีเมล็ดโตประมาณ 1-3 เมล็ด
สรรพคุณของว่านนกคุ่ม
เหง้าใช้เป็นยาสมุนไพรของชาวจีน (เหง้า)
ในประเทศจีนจะใช้ทั้งต้นเป็นยาภายนอกสำหรับรักษางูกัด ฝี โรคไขข้อ และโรคข้ออักเสบ (ทั้งต้น)

ประโยชน์ของว่านนกคุ่ม
เหง้าใช้รับประทานได้
ใช้ปลูกเป็นไม้ประดับทั่วไป โดยมีความเชื่อว่า พืชชนิดนี้เป็นพืชนำโชค นิยมปลูกทั้งในวัดทั้งไทยและลาว
พิษของว่านนกคุ่ม
สารพิษที่พบ : ในส่วนของก้านใบและใบพบผลึกแคลเซียมออกซาเลท ส่วนผลพบสารพิษ cyanogenic glycoside
อาการเป็นพิษ : ผลึกแคลเซียมออกซาเลทจะทำให้เกิดอาการระคายเคืองต่อผิวหนัง มีอาการคัน ปวดแสบ ปวดร้อน อักเสบบวม และพองเป็นตุ่มน้ำใส หากรับประทานเข้าไปจะทำให้เกิดการระคายเคืองต่อปากและคอ ส่งผลทำให้เสียงแหบ อาเจียน น้ำลายไหล แสบร้อนผิวหนังที่สัมผัส เยื่อบุกระพุ้งแก้ม ลิ้น และเพดานปากบวมพอง ในบางรายอาจทำให้พูดจาลำบาก ไม่มีเสียง แต่อาการที่รุนแรงมากคือ กลืนลำบากถึงกลืนไม่ได้เลย และอาจทำให้กระเพาะอาหารและลำไส้อักเสบรุนแรงได้ แต่ถ้าเข้าตาจะทำลายเยื่อบุตา
ตัวอย่างผู้ป่วย : มีงานพบว่า ผู้ป่วยได้รับประทานว่านชนิดนี้โดยเข้าใจผิดคิดว่าเป็นต้นบอน ส่งผลให้มีอาการปวดแสบ ปวดร้อนที่คอ ลิ้น และบริเวณภายในกระพุ้งแก้ม คลื่นไส้ อาเจียน และปวดท้อง แพทย์ได้รักษาโดยการล้างท้อง งดน้ำและอาหาร รวมถึงให้ยาเคลือบกระเพาะและรักษาตามอาการจนกระทั่งผู้ป่วยมีอาการดีขึ้น หรือในอีกกรณีที่เด็ก 2 คน ในประเทศศรีลังกา ได้เสียชีวิตจากการรับประทานผลของว่าน ซึ่งอาการเป็นพิษที่พบนั้นคล้ายคลึงกับพิษจากสาร cyanogenic glycoside
การรักษาพิษ : หากสัมผัสผิวหนังให้ล้างน้ำหลาย ๆ ครั้ง แล้วทาด้วยครีมสเตียรอยด์และรับประทานยาสเตียรอยด์ ถ้าหากเข้าตาให้รีบล้างด้วยน้ำหลาย ๆ ครั้ง ทันที แล้วหยอดตาด้วยยาหยอดตาที่มีสเตียรอยด์ แล้วรีบนำส่งโรงพยาบาลโดยเร็ว แต่ถ้ารับประทานเข้าไป ให้รีบใช้น้ำล้างปากและคอ แล้วรักษาไปตามอาการ โดยอาจให้ยาลดกรด aluminium-magnesium hydroxide ทุก ๆ 2 ชั่วโมง ให้ยาแก้ปวด ให้ยาสเตียรอยด์เพื่อบรรเทาอาการอักเสบ

ขอบคุณแหล่งที่มา https://medthai.com

สมุนไพรกาสามปีก

No Comments
สมุนไพรกาสามปีก

สมุนไพรกาสามปีก

สมุนไพรกาสามปีก

สมุนไพรกาสามปีก

มีชื่อท้องถิ่นอื่น ๆ ว่า ตีนนกผู้ มะยาง ห้าชั้น (เชียงใหม่), สวองหิน (นครราชสีมา), ไข่เน่า (นครราชสีมา, ลพบุรี), เน่า (ลพบุรี), ขี้มอด (นครปฐม), แคตีนนก (กาญจนบุรี), กะพุน ตะพรุน (จันทบุรี), ตะพุน ตะพุนทอง ตะพุ่ม สะพุนทอง (ตราด), กานน สมอกานน สมอตีนนก สมอหิน (ราชบุรี, ประจวบคีรีธันธ์), สมอป่า สมอหิน (ประจวบคีรีขันธ์), นนเด็น (ปัตตานี), ตาโหลน (สตูล), กาสามปีก กาจับหลัก ตีนนกผู้ มะยางห้าชั้น (ภาคเหนือ), กาสามซีก กาสามปีก ตีนกา สมอบ่วง (ภาคกลาง), โคนสมอ ตีนนก สมอตีนเป็ด สมอหวอง (ภาคตะวันออก), ปะถั่งมิ เปอต่อเหมะ (กะเหรี่ยง-แม่ฮ่องสอน), นน สมอตีนเป็ด (ภาคใต้), ลือแบ ลือแม (นราธิวาส-มาเลเซีย), ไม้เรียง (เมี่ยน), ตุ๊ดอางแลง (ขมุ) เป็นต้น

กาสามปีก ชื่อวิทยาศาสตร์ Vitex peduncularis Wall. ex Schauerr จัดอยู่ในวงศ์กะเพรา (LAMIACEAE หรือ LABIATAE)

ลักษณะของกาสามปีก
ต้นกาสามปีก จัดเป็นพรรณไม้ยืนต้นขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ มีความสูงประมาณ 10-15 เมตร และอาจสูงได้ถึง 30 เมตร เปลือกต้นเป็นสีน้ำตาลอ่อนถึงสีน้ำตาลเข้มหรือดำ กิ่งอ่อนเป็นสี่เหลี่ยม มีขนอ่อนขึ้นประปราย ส่วนกิ่งแก่จะเกลี้ยงไม่มีขน ขยายพันธุ์ด้วยวิธีการเพาะเมล็ด ชอบแสงแดดจัด ขึ้นได้ดีในดินแทบทุกชนิด มีเขตการกระจายพันธุ์ในภาคเหนือของปากีสถาน อินเดีย ศรีลังกา พม่า ภูมิภาคอินโดจีน และมาเลเซีย ส่วนในประเทศไทยพบกระจายพันธุ์อยู่ทั่วทุกภาคของประเทศ โดยมักพบขึ้นในป่าเบญจพรรณชื้น ป่าดิบเขา ป่าดิบแล้ง ป่าเต็งรัง และป่าคืนสภาพ พบมากในป่าชายหาด บนพื้นที่สูงจากระดับน้ำทะเลประมาณ 400-900 เมตร
ใบกาสามปีก ใบเป็นใบประกอบแบบนิ้วมือ เรียงตรงข้าม มีใบย่อย 3 ใบ ก้านใบเรียว ยาวประมาณ 3.5-7 เซนติเมตร ด้านบนเรียบหรือเป็นร่องตื้น มีขอบเป็นสันชัดเจน ผิวเรียบหรือมีขนขึ้นประปราย ลักษณะของใบย่อยเป็นรูปขอบขนานถึงรูปรี หรือเป็นรูปคล้ายใบหอก ปลายใบเรียวแหลม โคนใบเรียวแหลม ส่วนขอบใบเรียบ แผ่นใบหนา ใบย่อยจะมีขนาดไม่เท่า โดยใบกลางจะมีขนาดกว้างประมาณ 1.5-5.5 เซนติเมตร และยาวประมาณ 4-17 เซนติเมตร ใบอ่อนมีขนสีน้ำตาลขึ้นประปราย ส่วนใบแก่ด้านบนจะเกลี้ยง ด้านล่างมีขนขึ้นตามเส้นกลางใบ ปลายเส้นแขนงใบโค้งจรดกัน เห็นได้ไม่ชัด ก้านใบย่อยยาวได้ประมาณ 0.1-1.2 เซนติเมตร
ดอกกาสามปีก ออกดอกเป็นช่อ โดยจะออกตามง่ามใบใกล้ปลายกิ่ง ออกเป็นช่อเดี่ยว ๆ หรือเป็นคู่ มีขนาดกว้างประมาณ 3-6 เซนติเมตร และยาวประมาณ 8-25 เซนติเมตร แตกแขนงเป็นคู่ตรงข้ามหรือเกือบตรงข้ามกัน แต่ละแขนงจะแตกแขนงย่อยเป็นคู่ ๆ อีกประมาณ 1-3 คู่ ที่ปลายสุดของกิ่งจะเป็นช่อกระจุก ก้านช่อดอกยาวประมาณ 3-0.5 เซนติเมตร มีใบประดับติดเป็นคู่ตรงจุดที่แตกกิ่ง ยาวประมาณ 1-3 มิลลิเมตร ร่วงได้ง่าย ดอกกาสามปีกจะมีกลิ่นหอมอ่อน ๆ มีใบประดับย่อยขนาดเล็ก 1 คู่ ติดอยู่ใต้กลีบเลี้ยง ยาวประมาณ 1 มิลลิเมตร กลีบเลี้ยงดอกมี 5 กลีบ โคนติดกันเป็นรูปกรวย สูงประมาณ 1.5-2.5 เซนติเมตร ที่ปลายแยกเป็นแฉกสามเหลี่ยมเล็ก 5 แฉก แฉกด้านล่างมักจะมีขนาดใหญ่กว่าแฉกอื่น ๆ กว้างได้ประมาณ 5 มิลลิเมตร ดอกมีเกสรเพศผู้ 4 …