This is Default Slide Title

You can completely customize Slide Background Image, Title, Text, Link URL and Text.

Read more

This is Default Slide Title

You can completely customize Slide Background Image, Title, Text, Link URL and Text.

Read more

This is Default Slide Title

You can completely customize Slide Background Image, Title, Text, Link URL and Text.

Read more

ตะไคร้ ไอเดียการกินการใช้เพื่อสุขภาพ และข้อควรระวัง

No Comments
ตะไคร้

ตะไคร้ ไอเดียการกินการใช้เพื่อสุขภาพ และข้อควรระวัง

ตะไคร้ นอกจากเป็นพืชผักสวนครัวแล้ว ยังถือเป็น พืชสมุนไพร ที่อยู่คู่ครัวบ้านคนไทยมาอย่างยาวนาน กลิ่นของตะไคร้ที่หอมเป็นเอกลักษณ์ ยังเป็นน้ำมันหอมระเหยที่มีประโยชน์ อีกทั้งตะไคร้ยังมีดีต่อสุขภาพมากมาย ทั้งยังนำมาประกอบเมนูอาหารได้อีกหลากหลาย เราไปดูกันว่าประโยชน์ของตะไคร้มีดีอย่างไรบ้าง

ตะไคร้

ตะไคร้ (lemon grass) เป็นพืชล้มลุกที่จัดอยู่ในประเภทหญ้า มักได้รับความนิยมในการนำมาปลูกเป็นพืชผักสวนครัวไว้ใช้บริเวณบ้าน เพราะปลูกง่าย สะดวกแก่การนำมาใช้ โดยตะไคร้มีลักษณะคือ ลำต้น จะขึ้นเกาะกลุ่มเป็นกอแน่นเป็นพุ่มสูงประมาณ 1 เมตร มีเหง้าใต้ดิน ลำต้นเป็นทรงกระบอก ใบเป็นกาบเรียวยาว ซ้อนกันแน่นหนา โดยโคนต้นจะอวบและค่อยๆ เรียวเล็ก โคนต้นมีสีม่วงหรือขาว มีขนอ่อน ผิวใบสาก เรียวยาว ปลายใบแหลม ขอบใบบางและคม มีเส้นกลางยาวไปตามใบ ดอกจะเป็นช่อมีก้านยาว เป็นพืชที่มักไม่ค่อยออกดอก ทุกส่วนของตะไคร้มีกลิ่นหอมซึ่งเต็มไปด้วยน้ำมันหอมระเหยทั้งสิ้น ตะไคร้ยังแบ่งได้อีกถึง 6 ชนิด คือ ตะไคร้กอ ตะไคร้หางสิงห์ ตะไคร้หอม ตะไคร้น้ำ ตะไคร้หางนาค และตะไคร้ต้น มีถิ่นกำเนิดอยู่ที่ประเทศอินโดนีเซีย ศรีลังกา พม่า อินเดีย คองโก ทวีปอเมริกาใต้และไทย

คุณค่าทางโภชนาการของตะไคร้

ตะไคร้ 100 กรัม ให้พลังงาน 143 กิโลแคลอรี โดยประกอบไปด้วยคาร์โบไฮเดรต 29.7 กรัม, โปรตีน 1.2กรัม, ไขมัน 2.1 กรัม, ใยอาหาร 4.2 กรัม, แคลเซียม 35 มิลลิกรัม, ฟอสฟอรัส 30 มิลลิกรัม, ธาตุเหล็ก 2.6 มิลลิกรัม, น้ำ 65.6 กรัม, วิตามินเอ 43ไมโครกรัม, วิตามินบี1 0.05 มิลลิกรัม, วิตามินบี2 0.02 มิลลิกรัม, วิตามินซี 1 มิลลิกรัม, ไนอะซิน 2.2 มิลลิกรัม และเถ้า 1.4 กรัม

ประโยชน์ของตะไคร้

ตะไคร้เป็นพืชอันทรงคุณค่า เพราะนอกจากนำมาเป็นอาหารแล้ว ยังเป็นสมุนไพรที่มีสรรพคุณในการรักษาโรคได้อีกด้วย ซึ่งประโยชน์ของตะไคร้ก็มีด้วยกันดังนี้

1.ทำให้ระบบย่อยอาหารทำงานดีขึ้น

โฆษณาจาก HonestDocs
รับส่วนลดเพิ่มสูงสุด 40% กว่า 100 โรงพยาบาล เเละคลินิกชั้นนำ
แพ็คเกจตรวจสุขภาพที่เราคัดมาให้ สุขภาพดีได้ไม่ต้องจ่ายเต็ม คลิกเลย

คลิก
Internal ad
สารเคมีที่อยู่ในตะไคร้จะช่วยขับปัสสาวะ ขับสารพิษและกรดยูริกที่มีอยู่ในปัสสาวะให้ออกมาจากร่างกาย นอกจากนี้ ยังช่วยล้างระบบย่อยอาหาร ตับ ตับอ่อน และไตทำให้ระบบย่อยอาหารสะอาดขึ้น สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นนั่นเอง

2.ลดแก๊สในลำไส้

ตะไคร้หากนำมาเป็นชาใช้ดื่มระหว่างวันจะช่วยลดแก๊สในกระเพาะอาหาร ลดอาการท้องอืด ช่วยย่อยอาหารได้ดี ด้วยน้ำมันหอมจากในตะไคร้ มีสารออกฤทธิ์ลดการบีบตัวของลำไส้ จึงช่วยลดการจุกเสียด ช่วยขับลม และยังสามารถยับยั้งการเจริญเติบโตของแบคทีเรียที่ทำให้เกิดท้องเสียได้อีกด้วย

5.ช่วยลดคอเลสเตอรอล

ตะไคร้สามารถที่จะนำมาใช้ในการรักษาระดับคอเลสเตอรอล นอกจากนี้ ยังช่วยป้องกันการสะสมไขมันในเส้นเลือด และทำให้เลือดสามารถที่จะไหลเวียนได้สะดวกง่ายขึ้น

6.ล้างพิษในร่างกาย

ตะไคร้มีคุณสมบัติช่วยกำจัดพิษออกจากร่างกายได้ ซึ่งสามารถที่จะล้างพิษได้ทั้งตับและไต นอกจากนี้ ยังสามารถที่จะช่วยลดระดับกรดยูริก เนื่องจากจะทำให้ปัสสาวะได้บ่อย อีกทั้งยังช่วยกระตุ้นการทำงานของระบบกำจัดสารพิษในร่างกายได้อีกด้วย

7.ป้องกันโรคมะเร็ง

ตะไคร้เป็นตัวช่วยสำคัญในเรื่องการช่วยรักษาเซลล์มะเร็ง แต่ในการรักษาจะไม่ส่งผลกระทบต่อเซลล์ปกติ โดยเฉพาะโรคมะเร็งผิวหนัง แต่ก็ยังมีการทำวิจัยพบว่า ตะไคร้ยังสามารถป้องกันโรคมะเร็งเต้านมได้ด้วยนั่นเอง

8.รักษาความผิดปกติในระบบทางเดินหายใจ

ปัญหาในระบบทางเดินหายใจที่ผิดปกติ สามารถบรรเทาลงได้ด้วยน้ำมันหอมระเหยจากตะไคร้ซึ่งจะมีกลิ่นไอเย็นๆ ออกมา โดยในน้ำมันหอมระเหยจะมีส่วนประกอบของวิตามินซี ที่จะช่วยลดการอุดตันในทางเดินหายใจได้ดีนั่นเอง

9.ช่วยเพิ่มภูมิคุ้มกัน

ตะไคร้จะช่วยในเรื่องของการดูแลระบบภูมิคุ้มกัน ที่สำคัญยังสามารถทำให้ลำไส้สามารถดูดซึมสารอาหารได้ดีมากยิ่งขึ้น เพราะฉะนั้นจึงทำให้กลไกการสร้างภูมิต้านทานแข็งแรงมากยิ่งขึ้นตามไปด้วย

10.ต่อต้านเชื้อรา กลาก และเกลื้อน

เพราะตะไคร้มีสาร Central และ myrcene ที่มีฤทธิ์ยับยั้งเชื้อราได้ จึงสามารถนำตะไคร้ไปสกัดเป็นครีมรักษาอาการผิวหนังดังกล่าว

ตะไคร้ ไอเดียการกินการใช้เพื่อสุขภาพ และข้อควรระวัง

ไอเดียการใช้ตะไคร้เพื่อสุขภาพ

ประโยชน์ของตะไคร้เราสามารถนำมาใช้เพื่อบำบัดอาการทางร่างกายได้ ซึ่งสามารถนำมาใช้บำบัดอาการต่างๆ ได้ดังนี้

1.ซ่อมแซมระบบประสาท หากนำตะไคร้มาทำเป็นน้ำมันหอมระเหยโดยผสมกับน้ำมัน Carrier oil แล้วนำมาใช้ทาลงบนผิวจะช่วยทำให้กล้ามเนื้อรู้สึกผ่อนคลาย หายจากการเป็นตะคริว เป็นการซ่อมแซมและบำรุงระบบประสาทได้เป็นอย่างดี

2.ช่วยรักษาอาการอักเสบ หากมีอาการอักเสบเกิดขึ้นตามส่วนต่างๆ ของร่างกาย ให้นำน้ำมันหอมระเหยตะไคร้มาทาบริเวณที่เกิดอาการปวด คุณสมบัติของตะไคร้จะช่วยให้รู้สึกผ่อนคลายและบรรเทาอาการอักเสบจากอาการปวดต่างๆ ได้ เช่น …

สรรพคุณบอระเพ็ด สมุนไพรรสขม สรรพคุณเป็นยาอายุวัฒนะ

No Comments
สรรพคุณบอระเพ็ด

สรรพคุณบอระเพ็ด คำโบราณที่ว่าไว้ หวานเป็นลม ขมเป็นยา

สรรพคุณบอระเพ็ด เป็นความจริงที่เถียงก็ยาก ดูอย่างบอระเพ็ด สมุนไพรรสขมปี๋ชนิดนี้ ที่ข้างในมีดีอยู่เยอะแยะ มาลองทำความรู้จักสรรพคุณของบอระเพ็ดกันดีกว่า เห็นว่าช่วยลดไข้ แก้ร้อนใน ช่วยให้เจริญอาหาร และยังช่วยบรรเทาได้อีกหลายอาการป่วย

บอระเพ็ด กับความเด็ดที่น่าสนใจ

บอระเพ็ดมีชื่อภาษาอังกฤษว่า Tinospora cordifolia ชื่อวิทยาศาสตร์ของบอระเพ็ดคือ Tinospora crispa (L.) Miers ex Hook.f&Thomson จัดเป็นไม้เถาอยู่ในวงศ์ Menispermaceae และนอกจากชื่อบอระเพ็ดแล้ว ในบ้านเรายังเรียกบอระเพ็ดในอีกหลาย ๆ ชื่อ เช่น ตัวเจตมูลยาน เถาหัวด้วน หางหนู จุ่งจิง เครือเขาฮอ เจตมูลหนาม หรือจุ้งจาลิงตัวแม่

บอระเพ็ด ลักษณะทางพฤกษศาสตร์อย่างเด่น

บอระเพ็ดเป็นไม้เถาเนื้อแข็ง ไม่มีขน ยาวได้ถึง 15 เมตร ลำต้นมีเส้นผ่านศูนย์กลาง 1-2 เซนติเมตร เปลือกเถาหนา 1.5-2.5 มิลลิเมตร ผิวบอระเพ็ดเป็นสีน้ำตาล เนื้อในมีสีเทาแกมเหลือง เถามีลักษณะกลม ผิวเปลือกเถาขรุขระเป็นปุ่มกระจายไปทั่ว และเมื่อแก่จะเห็นปุ่มปมเหล่านี้หนาแน่นและชัดเจนมาก

เปลือกเถาบอระเพ็ดมีรสขม ลอกออกได้ ใบเป็นใบเดี่ยว ออกเรียงสลับ ใบบอระเพ็ดมีลักษณะเป็นรูปหัวใจ ขอบใบเรียบ แผ่นใบเรียบ ก้านใบยาว 8-10 เซนติเมตร ส่วนดอกบอระเพ็ดจะออกตามซอกใบ ดอกแยกเพศอยู่คนละช่อ ลักษณะดอกบอระเพ็ดมีสีเขียวอมเหลือง ดอกขนาดจิ๋ว ผลรูปร่างค่อนข้างกลม มีสีเหลืองหรือสีแดง

บอระเพ็ด สรรพคุณเด็ดดวง

สรรพคุณของบอระเพ็ดหลัก ๆ แล้วจัดเป็นสมุนไพรแก้ไข้ ลดความร้อนในร่างกาย โดยประโยชน์ของบอระเพ็ดสามารถจำแนกได้ ดังนี้

1. แก้ไข้


เถาบอระเพ็ดมีรสขมจัด สรรพคุณช่วยแก้ไข้ทุกชนิด โดยใช้เถาแก่สดหรือต้นสด 2 คืบครึ่ง (30-40 กรัม)

ตำผสมน้ำเล็กน้อย แล้วคั้นเอาแต่น้ำมาดื่ม หรือต้มกับน้ำโดยใช้น้ำ 3 ส่วน เคี่ยวให้เหลือ 1 ส่วน ดื่มเป็นยาขมวันละ 2 ครั้ง ก่อนอาหารเช้า-เย็น หรือเวลามีอาการ

2. ช่วยเจริญอาหาร แก้เบื่ออาหาร
ใช้เถาแก่สดหรือต้นสด 2 คืบครึ่ง (30-40 กรัม) ตำแล้วคั้นเอาแต่น้ำมาดื่ม

หรือต้มกับน้ำโดยใช้น้ำ 3 ส่วน เคี่ยวให้เหลือ 1 ส่วน ดื่มเป็นยาขมวันละ 2 ครั้ง ก่อนอาหารเช้า-เย็น

หรือเวลามีอาการ หรือบดเป็นผง ทำให้เป็นลูกกลอนรับประทานวันละ 2 ครั้ง ก่อนอาหารเช้า, เย็น

3. บำรุงกำลัง
ต้นบอระเพ็ดสามารถนำมาต้มเป็นยาขมดื่มบำรุงกำลัง บำรุงธาตุได้ โดยใช้ต้นบอระเพ็ดล้างสะอาด ประมาณ 2 คืบครึ่ง ตำให้แหลกแล้วมาคั้นเอาแต่น้ำไปดื่มบำรุงกำลัง หรือจะต้มตำรับเดียวกับยาลดไข้ก็ได้เช่นกัน

4. รักษาโรคผิวหนัง ผดผื่นคันตามร่างกาย


ในใบบอระเพ็ดมีสารที่ช่วยรักษาโรคผิวหนัง โดยเฉพาะอาการผดผื่นคัน โดยนำใบบอระเพ็ดล้างสะอาด ตำให้ละเอียด

จากนั้นนำมาพอกตามจุดที่มีผื่นคัน หรือบริเวณผิวที่มีการอักเสบ เพราะสารในใบบอระเพ็ดมีฤทธิ์ต้านอาการอักเสบได้

5. แก้ฝี แก้ฟกช้ำ
ใช้ใบบอระเพ็ดตำให้ละเอียดแล้วมาพอกฝี หรือแก้ฟกช้ำตามส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย

6. เป็นยาอายุวัฒนะ
ส่วนทั้ง 5 ของบอระเพ็ด คือ ราก ต้น ใบ ดอก ผล นำมาปรุงยาอายุวัฒนะได้

ซึ่งจะช่วยแก้ปวดเมื่อย แก้ไข้ ปวดศีรษะ รักษาฟัน รักษาโรคริดสีดวงทวาร

ช่วยให้เจริญอาหาร แก้ฝีมดลูก แก้ร้อนใน ลดความร้อน แก้ดีพิการ แก้เสมหะ บำรุงเลือดลม และแก้ไข้จับสั่น เป็นต้น

7. ลดน้ำตาลในเลือด


ผลการศึกษาจากคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล พบว่า บอระเพ็ดสามารถลดระดับน้ำตาลในเลือดของผู้ป่วยภาวะอ้วนลงพุงที่รับประทานแคปซูลผงบอระเพ็ด ขนาด 250 มิลลิกรัม วันละ 2 ครั้ง หรือยาหลอกเป็นเวลา 2 เดือน ได้อย่างมีนัยสำคัญเมื่อเปรียบเทียบกับระดับน้ำตาลในเลือดของกลุ่มทดลองก่อนรับประทานบอระเพ็ด ทว่าการทดลองเรื่องบอระเพ็ดลดน้ำตาลในเลือดจำเป็นต้องศึกษาลึกไปกว่านี้เพื่อความชัดเจนและถูกต้องของข้อมูล…

สรรพคุณตะไคร้ กับ 3 ประโยชน์ที่ช่วยในเรื่องความงาม กำจัดกลิ่นตัวได้อย่างดีเยี่ยม

No Comments
สรรพคุณตะไคร้

สรรพคุณตะไคร้ สมุนไพรมากประโยชน์ที่เชื่อว่าใคร ๆ

สรรพคุณตะไคร้ ก็ต้องคุ้นเคย ส่วนมากหลายคนนิยมเอามาทำยาสมุนไพรรักษาโรคหรือไม่ก็นำมาประกอบอาหาร ให้มีกลิ่นหอมน่ารับประทานยิ่งขึ้น

แต่รู้หรือไม่ว่า ในด้านความงามแล้ว ตะไคร้ก็มีประโยชน์ไม่น้อยเลยเหมือนกัน ใครที่อยากรู้ว่าตะไคร้จะช่วยในเรื่องความงามได้อย่างไร

วันนี้กระปุกดอทคอมได้นำประโยชน์ของตะไคร้ในเรื่องความงามมาฝากสาว ๆ แล้วค่ะ

คลีนเซอร์มากประโยชน์

หากคุณลองล้างหน้าด้วยผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดผิวหน้าที่มีขายตามท้องตลาดมามากมาย

แต่ผิวหน้ากลับไม่ได้ดีขึ้นอย่างที่โฆษณาเอาไว้ ให้คุณโยนของพวกนั้นทิ้งไป แล้วหันมาทำคลีนเซอร์ล้างหน้าเอง ด้วยของที่หาง่าย ๆ จากในบ้านนี่แหละ

เริ่มจากการนำน้ำผึ้งมาผสมกับน้ำมันทีทรีเพียงเล็กน้อย จากนั้นใส่น้ำมันตะไคร้ลงไปสัก 2 หยดคนให้เข้ากัน

เพื่อให้ผิวแข็งแรงและรูขุมขนหดตัวเล็กลง คุณก็จะได้คลีนเซอร์จากธรรมชาติชั้นดี ที่มีคุณสมบัติทำความสะอาดผิว

ทำให้ผิวชุ่มชื้น ช่วยปรับสีผิวให้สม่ำเสมอ และฆ่าเชื้อแบคทีเรียได้ด้วย

กระชับรูขุมขนไร้ความมัน

สาว ๆ คนไหนที่มีปัญหารูขุมขนกว้าง จนหน้ามันย่องระหว่างวันตลอด ให้ลองมากระชับรูขุมขนด้วยการนำเจลว่านหางจระเข้สด

มาผสมกับสารสกัดจากวิตช์ ฮาเซล​ (Witch Hazel) 1 ช้อนชา จากนั้นก็ใส่น้ำมันตะไคร้ลงไป 2 หยดแล้วคนให้เข้ากัน

นำมาทาให้ทั่วใบหน้าหลังล้างสะอาดแล้ว รอให้ซึมลงในผิว จากนั้นก็ทามอยส์เจอไรเซอร์หรือครีมกันแดดได้ตามปกติเลย

ดับกลิ่นรักแร้ได้ชะงัด

ไม่ว่าผู้หญิงจะสวยจะหุ่นดีมากขนาดไหน แต่หากมีกลิ่นตัวที่รุนแรงจากรักแร้ บอกได้เลยว่าความสวยก็ไม่ช่วยจริง ๆ

หากใครมีปัญหากลิ่นตัวที่แก้ไม่หายซะที ลองนำเบกกิ้งโซดา มาผสมกับน้ำมันตะไคร้ประมาณ 5 หยด

จากนั้นก็นำส่วนผสมนั้นมาทาลงไปผิวรักแร้ที่หมาด ๆ รับรองกลิ่นเหม็นจากรักแร้แค่ไหน ก็เอาอยู่จ้า

โอ้โห … ไม่น่าเชื่อเลยนะเนี่ยว่านอกจากตะไคร้จะช่วยไล่ยุงและนำมาทำอาหารได้แล้ว

ยังช่วยบำรุงผิวให้แข็งแรงและกระชับรูขุมขน แถมยังช่วยดับกลิ่นตัวให้ด้วย ยกนิ้วให้เลยจ้า (^_^)

ขอบคุณแหล่งที่มา https://women.kapook.com

สรรพคุณโหระพา ไม่ธรรมดา แก้ท้องอืด-ท้องเฟ้อ คลายเครียดก็ได้

No Comments
สรรพคุณโหระพา

สรรพคุณโหระพา นอกจากกลิ่นจะหอมมาก ๆ แล้ว โหระพายัง มีประโยชน์ต่อสุขภาพ อีกไม่น้อยเลยนะคะ

สรรพคุณโหระพา ทั้งช่วยขับลม ช่วยให้เจริญอาหาร และสรรพคุณของโหระพาอื่น ๆ อีก

โหระพา เป็นผักและสมุนไพรที่หลาย ๆ คนชื่นชอบเป็นพิเศษ เพราะความหอมเฉพาะตัวที่พอมาอยู่ในอาหารก็ยิ่งเพิ่มอรรถรสให้มีกลิ่นหอมหวนชวนน้ำลายสอมาก ๆ แต่นอกจากความหอมเป็นพิเศษแล้ว โหระพายังมีสรรพคุณทางยาและดีต่อสุขภาพตามนี้เลยค่ะ

โหระพา กลิ่นหอมนักหนา รสชาติก็ดี

โหระพามีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Ocimum basillicum L. เป็นพืชในวงศ์ Labiatae สำหรับชื่อภาษาอังกฤษของโหระพาเรียกกว่า Sweet Basil ส่วนบ้านเราก็เรียกโหระพากันเป็นส่วนใหญ่ โหระพามีถิ่นกำเนิดในทวีปเอเชียและแอฟริกา โดยเป็นพืชพื้นเมืองของอินเดีย แต่กลับไปแพร่หลายในประเทศฝั่งตะวันตกและเอเชีย

โหระพาเป็นพืชตระกูลเดียวกับกะเพราและแมงลัก แต่มีกลิ่นและรสที่ต่างกัน โดยโหระพาถือว่าเป็นสมุนไพรที่มีความเก่าแก่ เพราะรากศัพท์ของโหระพาในภาษาอังกฤษมาจากคำว่า basileus ซึ่งเป็นภาษากรีก แปลว่า ราชา หรือผู้นำของปวงชน อีกทั้งชื่ออื่น ๆ ของโหระพาในแถบยุโรปยังมีรากศัพท์มาจากคำว่าราชาแทบจะทั้งสิ้น นอกจากนี้ยังเชื่อกันว่า โหระพาเป็นส่วนประกอบของสมุนไพรที่ราชวงศ์ยุโรปโบราณใส่ในน้ำอาบอีกด้วยค่ะ

โหระพา ลักษณะทางพฤษศาสตร์ที่คล้ายกับสมุนไพรหลายตัว

โหระพาเป็นไม้ล้มลุก ความสูงของลำต้นประมาณ 0.5-1 เมตร ลำต้นเป็นสี่เหลี่ยม กิ่งอ่อนสีม่วงอมแดง ใบโหระพาเป็นใบเดี่ยว ทรงรูปรีหรือรูปไข่ ใบกว้าง 3-4 เซนติเมตร ยาว 4-6 เซนติเมตร ปลายแหลม โคนมน ขอบจักเป็นฟันเลื่อยห่าง ๆ บนใบมีขนปกคลุมลามไปถึงลำต้น ใบโหระพามีน้ำมันหอมระเหยจึงทำให้มีกลิ่นหอมเฉพาะตัว

ดอกโหระพามีสีขาวหรือชมพูอ่อน ออกเป็นช่อที่ปลายกิ่ง ช่อดอกยาว 7-12 เซนติเมตร บริเวณดอกมีใบประดับสีเขียวอมม่วง กลีบดอกมีโคนเชื่อมกัน ปลายแยกเป็น 2 ส่วน ส่วนผลโหระพาเป็นผลขนาดเล็ก เมล็ดเล็กเท่าเมล็ดงา ออกสีน้ำตาลเข้ม

โหระพา ประโยชน์และสรรพคุณทางยาที่น่าสนใจ

นอกจากโหระพาจะมีกลิ่นหอม ช่วยทำให้อาหารน่ากินแล้ว สรรพคุณของโหระพายังมีตามนี้เลยค่ะ

1. แก้ปวดฟัน

น้ำมันหอมระเหยจากใบโหระพามีส่วนช่วยลดอาการปวดและแก้อักเสบ โดยให้คั้นน้ำจากใบแล้วเอาสำลีก้อนเล็ก ๆ ชุบน้ำคั้นจากใบแล้วอุดโพรงฟันที่ปวด แก้ปวดฟัน

2. ช่วยให้เจริญอาหาร

กลิ่นหอมจากน้ำมันหอมระเหยที่มีอยู่ในใบโหระพามีสรรพคุณช่วยขับลม ทำให้เจริญอาหาร

3. แก้ปวดหัว แก้หวัด

น้ำมันหอมระเหยจากใบโหระพายังแก้อาการปวดหัว และแก้หวัดได้ด้วยนะคะ โดยใช้ยอดอ่อนต้มกับน้ำดื่มเป็นชา หรือกินเป็นผักสด

4. แก้ไอ

คั้นน้ำจากใบโหระพาประมาณ 2-4 กรัม แล้วนำน้ำโหระพามาผสมน้ำผึ้งเล็กน้อย จิบแก้ไอและหลอดลมอักเสบได้ หรือจะใช้ใบโหระพาร่วมกับขิงก็ได้เช่นกันค่ะ

5. ช่วยย่อยอาหาร แก้ท้องอืด-ท้องเฟ้อ

ใบโหระพาช่วยขับลมในลำไส้ แก้ท้องอืด ท้องเฟ้อ แก้คลื่นไส้ อาเจียน โดยนำใบโหระพาล้างสะอาด 20 ใบ ชงน้ำร้อนแล้วจิบเป็นชา

6. แก้บิด ช่วยระบาย

เมล็ดของโหระพามีเมือกที่ช่วยหล่อลื่นลำไส้ ช่วยเพิ่มปริมาณกากใยอาหารทำให้ขับถ่ายได้ง่ายขึ้น โดยใช้เมล็ดโหระพาแช่น้ำ กินแก้ปวดท้องบิด ช่วยระบาย

7. ช่วยให้ความรู้สึกสงบ

น้ำมันโหระพามีกลิ่นหอมหวาน มีคุณสมบัติช่วยให้เกิดความรู้สึกสงบเมื่อสูดดม ช่วยให้มีสมาธิ และลดอาการซึมเศร้า

8. โหระพา ไล่ยุงได้อยู่หมัด

ยุงจัดเป็นพาหะนำโรคติดต่ออันตรายอย่างโรคไข้เลือดออก โรคเท้าช้าง และยังทำให้เกิดอาการคันเมื่อโดนยุงกัดอีกด้วยนะคะ แต่หากใครอยากไล่ยุง กลิ่นและน้ำมันที่อยู่ในโหระพาจะช่วยไล่ยุงได้ อีกทั้งหากเก็บใบโหระพามาต้มในน้ำเปล่า 110 มิลลิลิตร ประมาณ 2-3 ชั่วโมง แล้วเติมวอดก้าขนาด 110 มิลลิลิตร ผสมลงไป จากนั้นเทใส่ขวดสเปรย์ ก็จะได้สเปรย์ไล่ยุงจากโหระพาที่สามารถใช้ฉีดตามตัว (ยกเว้นบริเวณใบหน้า ตา จมูก และปาก) เพื่อป้องกันยุงเมื่อออกข้างนอกได้ด้วย

9. ฆ่าเชื้อสิว

ผลการศึกษาจากมหาวิทยาลัยนเรศวร พบว่า สารสกัดเอทานอลของใบโหระพามีฤทธิ์ยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อแบคทีเรียที่เป็นสาเหตุของการเกิดสิวได้ดีที่สุด เมื่อเทียบกับพืชตระกูลโหระพาอื่น ๆ เช่น กะเพรา เป็นต้น

โหระพา อันตรายก็มี

มีข้อควรระวังในการใช้น้ำมันหอมระเหยจากโหระพาในการทำสปาด้วยนะคะ โดยน้ำมันหอมระเหยจากโหระพาอาจทำให้เกิดอาการแพ้ง่าย ดังนั้นสตรีมีครรภ์ควรหลีกเลี่ยงในการใช้น้ำมันหอมระเหยจากโหระพาด้วยนะคะ

โหระพากับแมงลัก ต่างกันนะ

หลายคนสับสนระหว่างใบโหระพา ใบกะเพรา และใบแมงลัก เนื่องจากลักษณะใบจะมีความคล้ายคลึงกัน และแม้โหระพาจะเป็นพืชตระกูลเดียวกับกะเพราและแมงลัก แต่ก็มีความแตกต่างกันค่อนข้างมาก โดยเฉพาะกลิ่นของสมุนไพรทั้ง 3 ชนิด จะมีความหอมที่แตกต่างกันชัดเจน เพราะมีน้ำมันหอมระเหยคนละชนิดกันนั่นเอง

ขอบคุณแหล่งที่มา https://health.kapook.com

สรรพคุณของสมุนไพร ขมิ้นชัน

No Comments
เหง้า

เหง้า

สรรพคุณทางยาของ ขมิ้นชัน กัน ส่วนที่ใช้ก็คือ เหง้า

ที่มีรสฝาดนั่นเอง โดยเหง้ามีฤทธิ์ฆ่าเชื้อแบคทีเรีย เชื้อรา ลดการอักเสบ และมีฤทธิ์ในการขับน้ำดี ต้านอนุมูลอิสระป้องกันการเกิดมะเร็งในตับ ช่วยบำรุงตับ นอกจากนี้ ยังมีสารอาหารหลายชนิด ทั้งวิตามินเอ วิตามินซี วิตามินอี และเกลือแร่ต่าง ๆ
ส่วนน้ำมันหอมระเหยในขมิ้นชัน ก็มีสรรพคุณบรรเทาอาการปวดท้อง ท้องอืด แน่นจุกเสียดได้ด้วย จึงนิยมนำขมิ้นมาใช้สมานแผลในกระเพาะอาหาร ทำความสะอาดลำไส้ รักษาโรคกระเพาะอาหาร
การศึกษาวิจัยเพิ่มเติมยังพบว่า ขมิ้นมีสรรพคุณบำรุงร่างกายอีกหลายอย่าง ทั้งช่วยรักษาระบบทางเดินหายใจที่ผิดปกติ หืด ไอ เวียนศีรษะ รักษาอาการปวดและอักเสบเนื่องจากไขข้ออักเสบ เพิ่มภูมิคุ้มกันให้แก่ร่างกาย ช่วยขับน้ำนมสตรีหลังคลอดบุตร

ขอขอบคุณแหล่งที่มา sites.google.com

สมุนไพรหญ้าเกล็ดหอย

No Comments
สมุนไพรหญ้าเกล็ดหอย

สมุนไพรหญ้าเกล็ดหอย

สมุนไพรหญ้าเกล็ดหอย

สมุนไพรหญ้าเกล็ดหอย ชื่อวิทยาศาสตร์ Drymaria cordata (L.) Willd. ex Schult. จัดอยู่ในวงศ์ CARYOPHYLLACEAE

มีชื่อเรียกอื่นว่า เกล็ดหอย (ไทย), ผักตั้ง (ลั้วะ) เป็นต้น

ลักษณะของหญ้าเกล็ดหอย
ต้นหญ้าเกล็ดหอย จัดเป็นพรรณไม้หรือวัชพืชล้มลุก ลำต้นทอดเลื้อยแผ่ไปตามพื้นดิน แตกแขนงมาก บริเวณที่สัมผัสดินหรือข้อต่อจะออกราก มีความสูงได้ประมาณ 15-30 เซนติเมตร ลำต้นมีลักษณะเรียวยาว ผิวลำต้นเรียบ ขยายพันธุ์โดยใช้เมล็ด พบได้บ้างเล็กน้อยทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือและทางภาคใต้ของประเทศไทย ชอบสภาพชุ่มชื้นในไร่ชา กาแฟ และสวนผลไม้

ใบหญ้าเกล็ดหอย ใบเป็นใบเดี่ยว ออกเรียงตรงข้ามกัน ลักษณะของใบเป็นรูปไข่ รูปค่อนข้างกลม หรือรูปไต โคนใบเรียวแหลมเป็นรูปสามเหลี่ยม ใบมีขนาดกว้างประมาณ 1-2.5 เซนติเมตร ก้านใบสั้น

ดอกหญ้าเกล็ดหอย ออกดอกเป็นช่อแบบซี่ร่ม เป็นกระจุกแน่น ช่อละประมาณ 3-10 ดอก โดยจะออกตามซอกใบและที่ปลายกิ่ง กลีบดอกเป็นสีขาว มีขนาดเล็ก ดอกจะออกในช่วงประมาณเดือนตุลาคมถึงเดือนมีนาคม

ผลหญ้าเกล็ดหอย ผลเป็นผลแห้ง แตกออกได้เป็น 3 ฝา ผนังผลบาง ผลมีขนเหนียวปกคลุมเช่นเดียวกับดอก เมื่อผลแก่จะหลุดร่วงไปพร้อมกับก้านดอก และภายในผลจะมีเมล็ดลักษณะเป็นรูปกลมแบนผิวขรุขระประมาณ 1-8 เมล็ด

สรรพคุณของหญ้าเกล็ดหอย
ยาพื้นบ้านล้านนาจะใช้ทั้งต้นหญ้าเกล็ดหอย นำมาตำพอกข้อมือ ข้อเท้าสลับข้างกัน เป็นยาแก้ไข้ (ทั้งต้น)
ทั้งต้นนำมาตากให้แห้งขยี้ผสมกับม้ามหมู ห่อด้วยใบตองปิ้งกินแก้ม้ามโต (ทั้งต้น)
ใช้เป็นยาแก้บวม แก้แผลฟกช้ำ (ทั้งต้น)
ข้อมูลทางเภสัชวิทยาของเกล็ดหอย
สารสกัดจากทั้งต้นเกล็ดหอยด้วยเมทานอล มีฤทธิ์ฆ่าเชื้อหนองและเชื้อกลากในหลอดทดลองได้
ประโยชน์ของหญ้าเกล็ดหอย
ชาวลั้วะจะใช้ยอดอ่อนนำมาลวกเป็นผักจิ้มกับน้ำพริก

ขอบคุณแหล่งที่มา https://medthai.com/

สมุนไพรเกล็ดปลา

No Comments
สมุนไพรเกล็ดปลา

สมุนไพรเกล็ดปลา

สมุนไพรเกล็ดปลา

สมุนไพรเกล็ดปลา ชื่อวิทยาศาสตร์ Phyllodium longipes (Craib) Schindl. (ชื่อพ้องวิทยาศาสตร์ Desmodium longipes Craib, Desmodium tonkinense Schindl.) จัดอยู่ในวงศ์ถั่ว (FABACEAE หรือ LEGUMINOSAE) และอยู่ในวงศ์ย่อยถั่ว FABOIDEAE (PAPILIONOIDEAE หรือ PAPILIONACEAE)

มีชื่อท้องถิ่นอื่น ๆ ว่า ลูบตีบต้น (เชียงใหม่), เกล็ดลิ่นใหญ่ (นครราชสีมา), เกล็ดปลา (กาญจนบุรี), กาสามปีกใหญ่ (สร) เป็นต้น

ลักษณะของเกล็ดปลา
ต้นเกล็ดปลา จัดเป็นพรรณไม้พุ่ม มีความสูงได้ประมาณ 1.5-2.5 เมตร ลำต้นตั้งตรง แตกกิ่งก้านโปร่ง ตามกิ่งอ่อนและยอดอ่อนมีขนนุ่ม ปลายกิ่งย้อยลง ขยายพันธุ์ด้วยเมล็ด พบขึ้นในจีนตอนใต้จนถึงมาเลเซีย โดยมักขึ้นตามป่าเบญจพรรณ ป่าผลัดใบที่ชื้น และป่าดงดิบ ที่ระดับความสูงประมาณ 400-800 เมตร

ใบเกล็ดปลา ใบเป็นใบประกอบแบบขนนก เรียงสลับ มีใบย่อย 3 ใบ ลักษณะของใบย่อยที่อยู่ตรงกลางจะเป็นรูปไข่แกมรูปหอก หรือรูปไข่แกมขอบขนาน ปลายใบแหลม โคนใบมนถึงหยักเว้าเล็กน้อย ด้านล่างมีขนนุ่มแน่น มีขนาดกว้างประมาณ 5-8 เซนติเมตร และยาวประมาณ 8-12 เซนติเมตร ส่วนใบย่อยด้านข้างจะมีขนาดเล็กกว่าเล็กน้อย โดยจะมีขนาดกว้างประมาณ 3-4 เซนติเมตร และยาวประมาณ 6-8 เซนติเมตร ขอบใบเรียบ หลังใบและท้องใบมีขน ก้านใบย่อยยาวได้ประมาณ 1.5-2 เซนติเมตร

ดอกเกล็ดปลา ออกดอกเป็นช่อกระจุกตามซอกใบที่ปลายกิ่ง กลุ่มละ 5-15 ดอก ดอกมีใบประดับลักษณะคล้ายเกล็ดปลาขนาดใหญ่ประกบหุ้มไว้ 2 ใบ ทั้งสองด้าน รูปกลมรี มีขนาดกว้างประมาณ 2-3.5 เซนติเมตร และยาวประมาณ 2.5-4.5 เซนติเมตร มีสีเขียวไม่เข้มมาก ประกบซ้อนกัน ลักษณะเป็นรูปทรงกระบอกยาวหรือรูปแท่งย้อยออกมา กลีบดอกย่อยเป็นสีขาว ลักษณะเป็นรูปดอกถั่ว มีขนาดเล็ก
ดอกเกล็ดปลา

ผลเกล็ดปลา ผลมีลักษณะเป็นฝักแบนยาว รูปขอบขนาน คอดเป็นข้อ ๆ ระหว่างเมล็ดประมาณ 2-5 ข้อ เมื่อแห้งจะหลุดเป็นข้อ ๆ ฝักมีขนาดกว้างประมาณ 4 มิลลิเมตร และยาวประมาณ 0.7-2.5 เซนติเมตร ผิวฝักมีขนขึ้นปกคลุม เมล็ดมีขนาดเล็กและแข็ง มีลักษณะเป็นรูปไต

สรรพคุณของเกล็ดปลา
รากเกล็ดปลา ใช้ผสมกับรากกระดูกอึ่ง รากกาสามปีกใหญ่ รากโมกมัน และรากหางหมาจอก ใช้ต้มดื่มเป็นยาแก้คุณไสย (มีอาการผอมแห้ง ใจสั่น บางเวลาเพ้อคลั่ง และร้องไห้) (ราก)
หมอยาพื้นบ้านจังหวัดมุกดาหารจะใช้รากเป็นยาแก้ไข้ (ราก)
ใบมีรสจืด ใช้ต้มดื่มเป็นยาแก้ไข้ แก้ไข้จับสั่น (ใบ)
หมอยาพื้นบ้านจังหวัดอุบลราชธานี จะใช้รากต้มกับน้ำดื่มเป็นยาแก้ริดสีดวงทวาร (ราก)
ใบใช้ต้มดื่มเป็นยาแก้ปัสสาวะดำ (ใบ)
รากมีรสจืดเฝื่อน ใช้ต้มกับน้ำดื่มเป็นยาแก้โรคตับพิการ (อาการผิดปกติของตับ) (ราก)
เปลือกรากมีรสจืดเฝื่อน ใช้ตำพอกแก้ปวด แก้เคล็ดบวม (เปลือกราก)
ประโยชน์ของเกล็ดปลา
สามารถนำมาปลูกเป็นไม้ประดับตามสวนได้ ให้รูปทรงสวยงามดูแปลกตา

ขอบคุณแหล่งที่มา https://medthai.com

สมุนไพรกำจาย

No Comments
สมุนไพรกำจาย

สมุนไพรกำจาย

สมุนไพรกำจาย

สมุนไพรกำจาย ชื่อสามัญ Teri Pods

กำจาย ชื่อวิทยาศาสตร์ Caesalpinia digyna Rottler จัดอยู่ในวงศ์ถั่ว (FABACEAE หรือ LEGUMINOSAE) และอยู่ในวงศ์ย่อยราชพฤกษ์ (CAESALPINIOIDEAE หรือ CAESALPINIACEAE)

มีชื่อท้องถิ่นอื่น ๆ ว่า กระจาย ขี้คาก (แพร่), มะหนามจาย (ตาก), หนามหัน (จันทบุรี), หนามแดง (ตราด), จิงจ่าย งาย ฮายปูน (นครศรีธรรมราช), ฮาย (สงขลา), งาย (ปัตตานี), ขี้แรด (ภาคกลาง), ฮาย ฮายปูน (ภาคใต้), มะเบ๋น (เงี้ยว-ภาคเหนือ), ตาฉู่แม สื่อกีพอ (กะเหรี่ยง-แม่ฮ่องสอน) เป็นต้น

ลักษณะของกำจาย
ต้นกำจาย จัดเป็นพรรณไม้พุ่มรอเลื้อย มีความสูงได้ประมาณ 2.5-10 เมตร ลำต้นและก้านใบมีหนามแหลมแข็งและโค้งคล้ายหนามกุหลาบ ตามกิ่งอ่อนมีขนสั้นขึ้นปกคลุม ขยายพันธุ์ด้วยเมล็ด พบขึ้นตามป่าเบญจพรรณและตามชายป่าทั่วทุกภาคของประเทศไทย พบได้มากที่จังหวัดเชียงใหม่, แม่ฮ่องสอน, แพร่, เลย, ขอนแก่น, นครราชสีมา, กาญจนบุรี, ราชบุรี, กรุงเทพมหานคร, ชลบุรี, ปราจีนบุรี, จันทบุรี, เพชรบุรี, ประจวบคีรีขันธ์, สุราษฎร์ธานี, นครศรีธรรมราช และปัตตานี ส่วนในต่างประเทศมีเขตการกระจายพันธุ์ในจีนตอนใต้ อินเดีย เนปาล ศรีลังกา พม่า ภูมิภาคอินโดจีน และในมาเลเซีย
ใบกำจาย ใบเป็นใบประกอบแบบขนนกสองชั้น ออกเรียงสลับ ก้านใบประกอบยาวประมาณ 15-20 เซนติเมตร มีใบย่อยประมาณ 8-12 คู่ ออกเรียงตรงข้ามกัน ลักษณะของใบเป็นรูปขอบขนาน ปลายใบมน โคนใบเบี้ยว ใบย่อยมีขนาดกว้างประมาณ 3-4 มิลลิเมตร และยาวประมาณ 8-12 มิลลิเมตร แผ่นใบเป็นสีเขียวสด ก้านใบย่อยมีขนาดสั้นมาก ใบอ่อนมีขนนุ่ม แต่พอใบแก่จะร่วงหมด หูใบเรียวแคบ ยาวประมาณ 2 มิลลิเมตร ร่วงได้ง่าย
ดอกกำจาย ออกดอกเป็นช่อกระจะ โดยจะออกตามง่ามใบและที่ปลายกิ่ง ยาวประมาณ 15-20 เซนติเมตร ก้านดอกยาวประมาณ 1.5-2.5 เซนติเมตร ดอกย่อยมีขนาดเล็กและมีจำนวนมาก กลีบดอกมี 5 กลีบ เป็นสีเหลืองสด มีขนาดไม่เท่ากัน แต่ละกลีบค่อนข้างกลม ปลายหยักเว้า เมื่อดอกบานเต็มที่จะมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 5-7 มิลลิเมตร ส่วนกลีบเลี้ยงดอกมี 5 กลีบ แต่ละกลีบมีขนาดไม่เท่ากัน กลีบด้านนอกจะมีขนาดใหญ่กว่ากลีบชั้นอื่น โคนกลีบเลี้ยงเชื่อมติดกันเป็นรูปถ้วยตื้น ๆ ดอกมีเกสรเพศผู้ 10 อัน ก้านชูอับเรณูมีขนเป็นปุย รังไข่เกลี้ยงหรือมีขนขึ้นประปราย มีออวุล 3-4 เม็ด สามารถออกดอกได้ตลอดทั้งปี แต่จะออกดอกมากในช่วงประมาณเดือนกรกฎาคมถึงเดือนตุลาคม เมื่อออกดอกดกเต็มต้นจะมีความสวยงามอร่ามน่าชมยิ่งนัก
ผลกำจาย ผลมีลักษณะเป็นฝักแบน ลักษณะของฝักเป็นรูปรีแกมขอบขนาน ตรงกลางป่องเล็กน้อย ปลายเป็นจะงอย ขอบเป็นสัน ฝักมีขนาดกว้างประมาณ 1.5-2 เซนติเมตร และยาวประมาณ 3.5-5 เซนติเมตร ก้านสั้น ฝักดิบเป็นสีเขียว เมื่อแก่จะเปลี่ยนเป็นสีดำ และไม่แตกอ้า เมล็ดมีประมาณ 2-3 เมล็ด เมล็ดเป็นสีน้ำตาลมีลักษณะค่อนข้างกลม มีขนาดกว้างประมาณ 9 มิลลิเมตร และยาวประมาณ 12 มิลลิเมตร ออกผลในช่วงประมาณเดือนพฤศจิกายนถึงเดือนมกราคม

สรรพคุณของกำจาย
ตำรายาไทยจะใช้รากนำมาต้มกับน้ำดื่มเป็นยาแก้ไข้ตัวร้อน (ราก)
ผลหรือฝักใช้ต้มดื่มเป็นยาแก้ท้องร่วงได้ดีมาก (ผล)
รากใช้ปรุงเป็นยาขับประจำเดือนของสตรี (ราก)
ตำรายาพื้นบ้านภาคอีสานจะใช้รากกำจายผสมกับรากมะขามป้อม นำมาต้มกับน้ำดื่มเป็นยาแก้กามโรค (ราก)
ทั้งต้นใช้ต้มให้สัตว์เลี้ยงกินเป็นยาแก้พิษงู (ทั้งต้น)
รากใช้ตำพอกเป็นยาถอนพิษจากแมลงสัตว์กัดต่อย ขับพิษงู ช่วยดับพิษ แก้ปวดฝีทุกชนิด และช่วยดับพิษฝี (ราก)
รากใช้ตำพอกเป็นยารักษาแผลสด แผลเรื้อรัง และแผลเปื่อยได้เด็ดขาดนัก (ราก)
ผลหรือฝักสดของต้นกำจายมีรสฝาด นำมาตำให้ละเอียดห่อด้วยผ้าขาวบางคั้นเอาน้ำมาใช้ชะล้างแผลสด …

สมุนไพรกัลปพฤกษ์

No Comments
สมุนไพรกัลปพฤกษ์

สมุนไพรกัลปพฤกษ์

สมุนไพรกัลปพฤกษ์

สมุนไพรกัลปพฤกษ์ ชื่อสามัญ Wishing Tree, Pink Shower, Pink cassia, Pink and White Shower Tree

กัลปพฤกษ์ ชื่อวิทยาศาสตร์ Cassia bakeriana Craib (ชื่อพ้องวิทยาศาสตร์ Cassia bakerana Craib) จัดอยู่ในวงศ์ถั่ว (FABACEAE หรือ LEGUMINOSAE) และอยู่ในวงศ์ย่อยราชพฤกษ์ (CAESALPINIOIDEAE หรือ CAESALPINIACEAE) มีชื่อท้องถิ่นอื่น ๆ ว่า เปลือกขม (ปราจีนบุรี), แก่นร้าง (จันทบุรี), กานล์ (เขมร-สุรินทร์), กาลพฤกษ์ กัลปพฤกษ์ (ภาคกลาง), กัลปพฤกษ์ ชัยพฤกษ์ (ภาคเหนือ) เป็นต้น

หมายเหตุ : กัลปพฤกษ์ เป็นต้นไม้ประจำจังหวัดขอนแก่น

ลักษณะของกัลปพฤกษ์
ต้นกัลปพฤกษ์ จัดเป็นพรรณไม้ยืนต้นผลัดใบขนาดเล็กถึงขนาดกลาง สูงได้ประมาณ 5-15 เมตร มีความสูงโดยเฉลี่ยประมาณ 12 เมตร เรือนยอดแผ่กว้าง แต่ไม่หนาแน่นทึบ แตกกิ่งต่ำและทอดกิ่งยาวขึ้นสู่ด้านบน เปลือกต้นด้านนอกเรียบเป็นสีเทา ส่วนเนื้อไม้เป็นสีเหลืองถึงสีน้ำตาล บริเวณยอดและกิ่งอ่อนมีขนอ่อนขึ้นปกคลุมหนาแน่น นิยมขยายพันธุ์ด้วยวิธีการนำเมล็ดมาเพาะเป็นต้นกล้า ขึ้นได้ในดินทั่วไป สามารถขึ้นได้ในพื้นที่ที่ดินไม่ค่อยสมบูรณ์ ชอบความชื้นปานกลาง แสงแดดแบบเต็มวัน พรรณไม้ชนิดนี้มีถิ่นกำเนิดในแถบประเทศพม่า ไทย ลาว เขมร เวียดนาม ในประเทศไทยพบขึ้นได้ตามป่าแดง ป่าโคก ป่าเต็งรัง และป่าเบญจพรรณแล้งทางภาคเหนือ ภาคตะวันออก และภาคตะวันออกเฉียงเหนือทั่วไป (บางครั้งพบอยู่บนเทือกเขาหินปูนที่แห้งแล้ง) ที่ระดับความสูงประมาณ 300-1,000 เมตร

ใบกัลปพฤกษ์ ใบเป็นใบประกอบแบบขนนกปลายคู่ เรียงสลับ เป็นช่อยาวประมาณ 15-40 เซนติเมตร ก้านช่อใบยาวประมาณ 2-4 เซนติเมตร มีใบย่อยประมาณ 5-8 คู่ เรียงจากเล็กไปหาใหญ่ ลักษณะของใบย่อยเป็นรูปขอบขนานถึงรูปใบหอก ปลายใบกลม บางครั้งมีติ่งสั้น ๆ อยู่ตรงปลายสุด โคนใบบนและเบี้ยวเล็กน้อย ส่วนขอบใบเรียบ มีขนาดกว้างประมาณ 1.5-3 เซนติเมตร และยาวประมาณ 4-9 เซนติเมตร แผ่นใบบาง เส้นแขนงใบมีข้างละ 7-9 เส้น เนื้อใบมีขนละเอียดนุ่มขึ้นปกคลุมทั้งสองด้าน โดยบริเวณด้านท้องใบจะมีขนขึ้นหนาแน่นมากกว่าด้านหลังใบ

ดอกกัลปพฤกษ์ ออกดอกเป็นช่อกระจะตามกิ่งพร้อมกับแตกใบอ่อน ช่อดอกไม่แตกแขนง ยาวได้ประมาณ 5-10 เซนติเมตร มีขนสีเหลืองขึ้นปกคลุม ช่อดอกจะออกแน่นเป็นกลุ่มตลอดกิ่ง ก้านดอกยาวได้ประมาณ 4-6 เซนติเมตร ดอกมีใบประดับที่มีลักษณะเป็นรูปใบหอกชัดเจน มีขนาดกว้างประมาณ 7 มิลลิเมตร และยาวประมาณ 0.7-1.2 เซนติเมตร เมื่อเริ่มบานดอกจะเป็นสีชมพู แล้วจะเปลี่ยนเป็นสีชมพูเรื่อ ๆ จนถึงสีขาวเมื่อใกล้ร่วงโรย กลีบเลี้ยงดอกมี 5 กลีบ มีลักษณะเป็นรูปใบหอกแกมรูปไข่ ปลายกลีบแหลม มีขนาดกว้างประมาณ 2-3 มิลลิเมตร และยาวประมาณ 9-12 มิลลิเมตร มีขนนุ่มปกคลุมทั้งสองด้าน ส่วนกลีบดอกมี 5 กลีบเช่นกัน มีลักษณะเป็นรูปใบหอกแกมรูปไข่ ปลายมน โคนเรียวแคบ มีขนาดกว้างประมาณ 2-2.5 เซนติเมตร และยาวประมาณ 4-5.5 เซนติเมตร ที่โคนกลีบดอกจะคอดเข้าหากันเป็นก้านแคบ ๆ ยาวได้ประมาณ 5 มิลลิเมตร กลางดอกมีเกสรเพศผู้สีเหลือง เกสรเพศผู้มี 10 อัน มีขนาดไม่เท่ากัน แบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม กลุ่มแรกมี 3 อัน ก้านชูอับเรณูยาวประมาณ 3.5-5 เซนติเมตร กลุ่มที่ 2 จะมี 4 อัน ก้านชูอับเรณูยาวเพียงครึ่งหนึ่งของกลุ่มแรก ส่วนกลุ่มที่ 3 มี 3 อัน อับเรณูมีขนาดเล็กมาก ก้านชูอับเรณูยาวได้ประมาณ 1-1.5 เซนติเมตร มีรังไข่เรียวโค้งยาวประมาณ 4 …

สมุนไพรกัญชาเทศ

No Comments
สมุนไพรกัญชาเทศ

สมุนไพรกัญชาเทศ

สมุนไพรกัญชาเทศ

สมุนไพรกัญชาเทศ ชื่อสามัญ Motherworth, Siberian Motherwort, Greasy-bush, Lion’s Tail, Honeyweed เป็นต้น

กัญชาเทศ ชื่อวิทยาศาสตร์ Leonurus sibiricus L. จัดอยู่ในวงศ์กะเพรา (LAMIACEAE หรือ LABIATAE)

มีชื่อเรียกอื่นว่า ส่าน้ำ (เลย), กัญชาเทศ (ราชบุรี), ซ้าซา (นครพนม), เอิยะบ่อเช่า (จีนแต้จิ๋ว), อี้หมูเฉ่า (จีนกลาง) เป็นต้น

ลักษณะของกัญชาเทศ
ต้นกัญชาเทศ จัดเป็นพรรณไม้ล้มลุก มีอายุประมาณ 1-2 ปี ลำต้นมีความสูงได้ประมาณ 60-180 เซนติเมตร ลำต้นเป็นสี่เหลี่ยมตั้งตรง แตกกิ่งก้านเล็กน้อย มีขนเล็ก ๆ ขึ้นตามต้น เมื่อออกดอกแล้วต้นจะตาย

ใบกัญชาเทศ ใบเป็นใบคู่ คล้ายใบกัญชา แต่มีขนาดใหญ่และหนากว่า ขอบใบหยักตื้นประมาณ 5-9 หยัก ปลายใบแหลม ใบที่อยู่โคนต้นขอบใบจะไม่หยักมากหรือมีขอบใบเรียบ ใบมีขนาดกว้างประมาณ 4-5 เซนติเมตร และยาวประมาณ 5-7 เซนติเมตร ก้านใบยาว

ดอกกัญชาเทศ ออกดอกเป็นช่อ ดอกจะออกจากปลายกิ่งหรือง่ามใบ ดอกเป็นสีชมพูม่วงหรือสีม่วงแดง ขนาดเล็ก ปลายกลีบดอกมี 5 หยัก กลีบดอกยาวประมาณ 9-12 มิลลิเมตร ดอกมีเกสรเพศผู้ 4 อัน

ผลกัญชาเทศ ผลเป็นผลแห้ง ไม่แตก เมื่อสุกจะเป็นสีดำ ลักษณะของผลเป็นรูปทรงสามเหลี่ยม ภายในมีเมล็ด

หมายเหตุ : ต้นกัญชาเทศจะมีอยู่ด้วยกัน 2 ชนิด คือ Leonurus sibiricus L. (ใบเล็ก), Leonuras heterophyllus Sweet (ใบใหญ่มีดอกขาว) โดยทั้งสองจะมีสรรพคุณทางยาเหมือนกัน สามารถนำมาใช้แทนกันได้ แต่ในประเทศไทยและจีนจะนิยมใช้ชนิดแรกมากกว่า

สรรพคุณของกัญชาเทศ
ทั้งต้นและเมล็ดมีรสหอมขมและเผ็ดเล็กน้อย เป็นยาเย็น มีสรรพคุณเป็นยาบำรุง ช่วยบำรุงกำลัง บำรุงหัวใจ ฟอกเลือด ช่วยขับลม ใช้เป็นยาขับปัสสาวะ แก้ปัสสาวะเป็นเลือด ขับประจำเดือน แก้ประจำเดือนมาไม่ปกติ บรรเทาอาการปวดประจำเดือนเนื่องจากหลอดเลือดของมดลูกมีการอุดตันและเป็นสาเหตุทำให้ปวดประจำเดือน ช่วยแก้อาการปวดท้องหลังคลอดบุตร ช่วยขับน้ำคาวปลาหลังการคลอดบุตร และมีผลทำให้มดลูกเข้าอู่เร็วขึ้น ช่วยขับน้ำเหลืองเสีย รักษาไตอักเสบในเบื้องต้น แก้บวมน้ำ และใช้เป็นยาแก้ปวดเมื่อย โดยส่วนมากจะนิยมใช้ใบมากกว่าราก (ทั้งต้นเหนือดิน)

เมล็ดกัญชาเทศมีรสหวานและฉุน ใช้เป็นยาลดความดันโลหิตสูง แก้ประจำเดือนไม่ปกติ ช่วยขับประจำเดือน ขับน้ำเหลืองเสีย และรักษาแผลต่าง ๆ (เมล็ด)
รากและใบใช้เป็นยาแก้ไข้ แก้อาการปวดศีรษะ และเป็นยาขับลม (รากและใบ)
ตำรายาพื้นบ้านจะใช้ทั้งต้นที่อยู่เหนือดิน 3-4 กิ่ง เติมน้ำ 3 ถ้วย ต้มพอให้เดือด ใช้ดื่มครั้งละ 1 ถ้วย วันละ 3 ครั้ง เป็นยาแก้ไข้มาลาเรีย (ทั้งต้นเหนือดิน)
ส่วนการนำมาใช้ภายนอกจะใช้ใบเป็นยารักษาพิษฝีหนองของผิวหนัง (ใบ)
ขนาดและวิธีใช้ : ใช้ครั้งละ 10-20 กรัม นำมาต้มกับน้ำรับประทาน หรือใช้ร่วมกับตัวยาอื่น ๆ ในตำรับยา ส่วนการนำมาใช้ภายนอกสามารถใช้ได้ตามต้องการ

ข้อควรระวัง : สตรีมีครรภ์ห้ามรับประทานสมุนไพรชนิดนี้

ข้อมูลทางเภสัชวิทยาของกัญชาเทศ
ในช่วงที่ยังไม่ออกดอกจะมีสารในปริมาณมากกว่าช่วงที่ออกดอกแล้ว โดยสารที่พบในใบกัญชาเทศจะมีสารอัลคาลอยด์ เช่น Leonurine ซึ่งเป็นสารที่กระตุ้นให้มดลูกบีบตัว และมีสาร Stachydrine, Leonuridine, Leonurinine เป็นต้น ส่วนอีกข้อมูลระบุว่า ต้นจะมีน้ำมันหอมระเหย 0.5% มีสารอัลคาลอยด์ leonurine มีลักษณะเป็น amorphous powder สีส้ม, มีสาร iridoids, leonuride ฯลฯ มี flavonoids เช่น apigenin, rutin, quercitin และอื่น ๆ
กัญชาเทศ มีฤทธิ์ลดความดันโลหิต ทำให้หลอดเลือดหดตัว ต้านการแข็งตัวของเลือด …