This is Default Slide Title

You can completely customize Slide Background Image, Title, Text, Link URL and Text.

Read more

This is Default Slide Title

You can completely customize Slide Background Image, Title, Text, Link URL and Text.

Read more

This is Default Slide Title

You can completely customize Slide Background Image, Title, Text, Link URL and Text.

Read more

สมุนไพรก่อสร้อย

No Comments
สมุนไพรก่อสร้อย

สมุนไพรก่อสร้อย

สมุนไพรก่อสร้อย

สมุนไพรก่อสร้อย ก่อสร้อย ชื่อวิทยาศาสตร์ Carpinus viminea Wall. ex Lindl. จัดอยู่ในวงศ์กำลังเสือโคร่ง (BETULACEAE)
มีชื่อท้องถิ่นอื่น ๆ ว่า กำลังเสือโคร่ง (น่าน), ก่อสร้อย สนสร้อย ส้มพอหลวง (เลย), ก่อหัด (เพชรบูรณ์), เส่ปอบบล๊ะ เส่ปอบมละ (กะเหรี่ยง-เชียงใหม่) เป็นต้น

ลักษณะของก่อสร้อย
ต้นก่อสร้อย จัดเป็นพรรณไม้ยืนต้น มีความสูงได้ประมาณ 20 เมตร เปลือกต้นเป็นสีเทาและมีลายเป็นทางสีดำ เปลือกนอกจะลอกออกเป็นแผ่นงอม้วน ลักษณะของลำต้นกิ่งมีช่องอากาศเป็นตุ่ม ๆ จำนวนมาก ตามยอดอ่อนจะมีขนปกคลุมเล็กน้อย ขยายพันธุ์ด้วยวิธีการเพาะเมล็ดและวิธีการตอนกิ่ง เป็นพรรณไม้ที่เจริญเติบโตได้ดีในที่ที่มีอากาศเย็น มีเขตการกระจายพันธุ์ในอินเดีย เนปาล ภูฏาน พม่า ลาว และเวียดนาม ในประเทศไทยพบขึ้นทางภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งมักจะพบขึ้นในพื้นที่ที่มีอากาศเย็น ตามภูเขาที่มีความสูงจากระดับน้ำทะเลตั้งแต่ 800-900 เมตร ขึ้นไป เช่น บนดอยอินทนนท์ ดอยปุย ในจังหวัดเชียงใหม่, บริเวณภูกระดึง ภูหลวง จังหวัดเลย เป็นต้น

ใบก่อสร้อย ใบเป็นใบเดี่ยว ออกเรียงสลับ ลักษณะของใบเป็นรูปไข่หรือรูปไข่แกมรูปใบหอก ปลายใบเรียวแหลมเป็นหางยาว โคนใบแหลม มนกลม หรือเว้าเล็กน้อย ส่วนขอบใบจักเป็นฟันเลื่อยซ้อนกัน 2 ถึง 3 ชั้น ใบมีขนาดกว้างประมาณ 2-4 เซนติเมตร และยาวประมาณ 3-11 เซนติเมตร แผ่นใบค่อนข้างหนา ผิวใบด้านล่างมีขนเล็กน้อยตามเส้นกลางใบ เส้นแขนงใบมีข้างละ 10-12 เส้น เส้นใบย่อยเป็นเส้นตรงและเส้นขนานกัน ซึ่งจะเห็นได้ชัดทั้งสองด้าน ส่วนก้านใบมีขน ยาวได้ประมาณ 0.5-1.5 เซนติเมตร

ดอกก่อสร้อย ดอกเป็นแบบแยกเพศอยู่ในต้นเดียวกัน แยกกันอยู่คนละช่อ ช่อดอกเพศผู้จะออกตามซอกใบ เป็นช่อห้อยลงมา ยาวประมาณ 2.5-5 เซนติเมตร มีใบประดับลักษณะเป็นรูปไข่ ปลายแหลม มีสันนูน และมีขนตามขอบเล็กน้อย อับเรณูมีขนยาว ๆ กระจุกหนึ่งอยู่ด้านบน ส่วนช่อดอกเพศเมียจะออกบริเวณยอด โดยจะออกเป็นช่อตั้งตรงหรือเกือบตรง ยาวประมาณ 5-10 เซนติเมตร มีดอกห่าง ๆ ใบประดับเป็นรูปยาวแคบ

ผลก่อสร้อย ผลมีลักษณะเป็นรูปไข่ ปลายผลแหลม ยาวประมาณ 5-7 มิลลิเมตร เปลือกผลแข็ง และมีเส้นนูนตามยาว 7-8 เส้น มีต่อมให้ยางเหนียวเป็นจุด ๆ และทั้งสองข้างจะมีใบประดับเจริญขึ้นเป็นรูปไข่แกมรูปใบหอก ยาวประมาณ 2-2.5 เซนติเมตร ข้างซ้ายและข้างขวาจะมีขนาดไม่เท่ากัน มีเส้นนูน 3-4 เส้น ส่วนขอบจักหรือหยัก
สรรพคุณของก่อสร้อย
เปลือกต้นใช้เป็นยาบำรุงกำลัง (เปลือกต้น)
เปลือกต้นมีสรรพคุณเป็นยาบำรุงธาตุ ช่วยเจริญอาหาร (เปลือกต้น) i99bet
ใช้เป็นยาขับลมในลำไส้ (เปลือกต้น)
ใช้เป็นยาแก้ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ บำรุงเส้นเอ็น (เปลือกต้น)

ขอบคุณแหล่งที่มา https://medthai.com…

สมุนไพรกลึงกล่อม จัดเป็นพรรณไม้พุ่มกึ่งไม้ต้นไม่ผลัดใบขนาดเล็ก มีความสูงได้ประมาณ 2-5 เมตร แตกกิ่งต่ำ เรือนยอดเป็นพุ่มกลม ตามกิ่งแก่ขนาดใหญ่และเปลือกลำต้นเป็นสีน้ำตาลอ่อนหรือสีน้ำตาลเข้ม

No Comments
สมุนไพรกลึงกล่อม

สมุนไพรกลึงกล่อม

สมุนไพรกลึงกล่อม

สมุนไพรกลึงกล่อม กลึงกล่อม ชื่อวิทยาศาสตร์ Polyalthia suberosa (Roxb.) Thwaites จัดอยู่ในวงศ์กระดังงา (ANNONACEAE)

มีชื่อท้องถิ่นอื่น ๆ ว่า น้ำน้อย (เลย), ไคร้น้ำ (อุตรดิตถ์), กำจาย (นครสวรรค์), กระทุ่มกลอง กระทุ่มคลอง กลึงกล่อม ชั่งกลอง ท้องคลอง (ราชบุรี), ช่องกลอง (กาญจนบุรี), มงจาม (อ่างทอง), น้ำนอง (ปัตตานี, ภาคใต้), จิงกล่อม (ภาคใต้), ผักจ้ำ มะจ้ำ (ภาคเหนือ) เป็นต้น

ลักษณะของกลึงกล่อม
ต้นกลึงกล่อม จัดเป็นพรรณไม้พุ่มกึ่งไม้ต้นไม่ผลัดใบขนาดเล็ก มีความสูงได้ประมาณ 2-5 เมตร แตกกิ่งต่ำ เรือนยอดเป็นพุ่มกลม ตามกิ่งแก่ขนาดใหญ่และเปลือกลำต้นเป็นสีน้ำตาลอ่อนหรือสีน้ำตาลเข้ม ผิวเปลือกมักย่นเป็นสันนูนขรุขระ ไม่เป็นระเบียบ กิ่งอ่อนมีขนขึ้นประปราย ส่วนกิ่งแก่จะเกลี้ยง ตามกิ่งก้านมีช่องระบายอากาศเป็นตุ่มสีขาวหรือสีเทาอมชมพูขนาดเล็กกระจัดกระจายทั่วไป ขยายพันธุ์ด้วยวิธีการเพาะกล้าจากเมล็ด เป็นไม้เติบโตช้า ชอบน้ำปานกลาง แสงแดดน้อย มีสถานภาพเป็นไม้นอกประเภทหวงห้าม มีเขตการกระจายพันธุ์ในจีนตอนใต้ อินเดียตอนใต้ ศรีลังกา พม่า ภูมิภาคอินโดจีน มาเลเซีย และฟิลิปปินส์ ส่วนในประเทศไทยพบได้ทั่วทุกภาคของประเทศ แต่ทางภาคใต้จะพบได้ค่อนข้างน้อยกว่าภาคอื่น ๆ โดยมักพบขึ้นตามที่โล่งที่เป็นดินร่วนปนทรายที่มีการระบายน้ำได้ดี ตามป่าเปิด ป่าเบญจพรรณ พื้นที่โล่งบริเวณชายป่า ตามพื้นที่ราบลุ่มที่มีน้ำท่วมเป็นครั้งคราว หรือตามฝั่งแม่น้ำลำคลอง

ใบกลึงกล่อม ใบเป็นใบเดี่ยว ออกเรียงสลับ ลักษณะของใบเป็นรูปรียาว รูปขอบขนาน หรือรูปใบหอกแกมรูปขอบขนาน ปลายใบเป็นติ่งแหลมสั้น ๆ โคนใบสอบและเบี้ยวเล็กน้อย ส่วนขอบใบเรียบแต่มักย่นเป็นคลื่นหรือม้วนงอขึ้นเล็กน้อย ใบมีขนาดกว้างประมาณ 1.7-3.5 เซนติเมตร และยาวประมาณ 5-10 เซนติเมตร หลังใบและท้องใบเรียบเกลี้ยงเป็นมัน หรืออาจมีขนสั้น ๆ เหลืออยู่ตามเส้นกลางใบ ท้องใบจะมีสีเขียวนวล เส้นแขนงใบมีข้างละ 7-8 เส้น ก้านใบสั้น ยาวได้ประมาณ 1-3 มิลลิเมตร ใบแห้งด้านบนจะเป็นสีเทา ส่วนด้านล่างจะเป็นสีน้ำตาลอ่อน

ดอกกลึงกล่อม ออกเป็นดอกเดี่ยว โดยจะออกตามกิ่ง ออกตรงข้ามหรือเยื้องกับใบใกล้ปลายยอด หรือออกเหนือง่ามใบเล็กน้อย ดอกมีกลิ่นหอม เป็นสีเหลืองห้อยลง กลีบเลี้ยงดอกมี 3 กลีบ ลักษณะของกลีบเลี้ยงเป็นรูปไข่ ด้านนอกมีขน ส่วนกลีบดอกนั้นเป็นสีเหลืองหรือสีเหลืองอมน้ำตาล มี 6 กลีบ กลีบดอกจะมีขนาดใหญ่กว่ากลีบเลี้ยง เรียงสลับกัน 2 ชั้น ชั้นละ 3 กลีบ กลีบดอกชั้นนอกจะมี 3 กลีบ มีขนาดเล็กสั้นกว่ากลีบดอกชั้นใน และกลีบดอกชั้นในมี 3 กลีบ ยาวประมาณ 1 เซนติเมตร และใหญ่กว่ากลีบดอกชั้นนอก กลีบด้านนอกมีขนขึ้นประปราย มีเกสรเพศผู้ขนาดเล็กจำนวนมาก อยู่ชิดกันแน่นเป็นพุ่มกลม ก้านชูดอกมีสีแดง ลักษณะเรียวยาว ยาวประมาณ 1.3-3.2 เซนติเมตร มีใบประดับเล็ก ๆ ติดอยู่ใกล้โคนก้าน เมื่อดอกบานเต็มที่จะมีขนาดกว้างประมาณ 1-1.6 เซนติเมตร

ผลกลึงกล่อม ออกผลเป็นกลุ่ม มีจำนวนมาก ประมาณ 25-35 ผลย่อยต่อกลุ่ม มีหลายผลอยู่บนแกนตุ้มกลาง ก้านช่อผลยาวประมาณ 2-4 เซนติเมตร ผลย่อยมีลักษณะเป็นรูปทรงรีหรือกลม มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 5-7 มิลลิเมตร ผลเป็นผลสดและมีเนื้อ ผิวผลเรียบเป็นมัน ผลอ่อนเป็นสีเขียว เมื่อสุกแล้วจะเปลี่ยนเป็นสีแดงเข้มจนถึงสีม่วงดำ ก้านผลยาวประมาณ 0.7-1.2 เซนติเมตร ภายในผลมีเมล็ดเดียวต่อ 1 ผลย่อย หรือบางผลอาจมีเมล็ด 2 เมล็ด เมล็ดจะมีลักษณะเป็นรูปรี มีสีน้ำตาล มีดอกและผลเกือบตลอดทั้งปี

สรรพคุณของกลึงกล่อม
รากและเนื้อไม้ใช้เป็นยาแก้ไข้ แก้ร้อนในกระหายน้ำ (รากและเนื้อไม้)
ใช้เป็นยาขับพิษ ขับพิษภายใน แก้น้ำเหลือง (รากและเนื้อไม้)
ใบและกิ่งมีสาร suberosol ที่มีฤทธิ์ต้านเชื้อโรคเอดส์ (HIV) ในหลอดทดลอง (ใบและกิ่ง)
ประโยชน์ของกลึงกล่อม
ใช้ปลูกเป็นไม้ประดับให้ร่มเงาทั่วไปสำหรับบ้านขนาดเล็ก เพื่อช่วยบังแดดให้กับห้องทางด้านใต้และหรือทางตะวันตก ซึ่งจะช่วยลดค่าใช้จ่ายเรื่องค่าปรับอากาศไปได้มาก อีกทั้งผลยังดูสวยงามน่ารักและเป็นอาหารนกได้ด้วย…

สมุนไพรกล้วยหมูสัง

No Comments
สมุนไพรกล้วยหมูสัง

สมุนไพรกล้วยหมูสัง

สมุนไพรกล้วยหมูสัง

สมุนไพรกล้วยหมูสัง มีชื่อท้องถิ่นอื่น ๆ ว่า กล้วยมูซัง (สงขลา), กล้วยมดสัง กล้วยมุดสัง ย่านนมควาย (ตรัง), กล้วยหมูสัง (ภาคใต้) เป็นต้น

กล้วยหมูสัง ชื่อวิทยาศาสตร์ Uvaria grandiflora Roxb. ex Hornem. จัดอยู่ในวงศ์กระดังงา (ANNONACEAE)

ลักษณะของกล้วยหมูสัง
ต้นกล้วยหมูสัง จัดเป็นพรรณไม้เถาเนื้อแข็งขนาดใหญ่ แยกจากโคนต้นได้หลายเถา สามารถเลื้อยพาดตามพุ่มไม้ไปได้ไกลถึง 30 เมตร เนื้อไม้เหนียวแข็ง ตามกิ่งอ่อนและยอดอ่อนมีขนสีน้ำตาลหรือสีน้ำตาลอมเหลืองขึ้นหนาแน่น จัดเป็นพืชหายากชนิดหนึ่ง ขยายพันธุ์ด้วยวิธีการเพาะเมล็ด ปักชำกิ่ง และวิธีการตอนกิ่ง ชอบดินร่วน ต้องการน้ำปานกลาง และในที่ที่มีแสงแดดทั้งวัน มีเขตการกระจายพันธุ์ในจีนตอนใต้ พม่า ภูมิภาคอินโดจีน และภูมิภาคมาเลเซีย ส่วนในประเทศไทยพบกระจายพันธุ์ทางภาคใต้และภาคตะวันออกเฉียงใต้ โดยมักขึ้นตามชายป่าดิบชื้น ป่าละเมาะที่ชุ่มชื้น ป่าโปร่งที่ชุ่มชื้น บริเวณที่โล่งริมลำธาร ที่ระดับความสูงจากระดับน้ำทะเลจนถึง 700 เมตร ใบกล้วยหมูสัง ใบเป็นใบเดี่ยว ออกเรียงสลับ ลักษณะของใบเป็นรูปรีแกมรูปไข่กลับ รูปรีแกมรูปขอบขนาน หรือรูปขอบขนานแกมรูปใบหอก ปลายใบแหลม โคนใบเว้าเล็กน้อย ส่วนขอบใบเรียบ ใบมีขนาดกว้างประมาณ 5-10 เซนติเมตร และยาวประมาณ 12-25 เซนติเมตร แผ่นใบมีขนทั้งสองด้าน โดยแผ่นใบด้านบนจะเป็นสีเขียวเข้มเป็นมันและมีขนขึ้นประปรายตามเส้นกลางใบและเส้นแขนงใบ ส่วนด้านล่างใบจะเป็นสีเขียวนวลมีขนสั้นนุ่มทั่วไป ก้านใบยาวประมาณ 3-8 มิลลิเมตร

ดอกกล้วยหมูสัง ออกเป็นดอกเดี่ยว โดยจะออกที่ปลายกิ่งและตามกิ่ง ออกตรงข้ามหรือเยื้องกับใบเล็กน้อย ดอกเป็นสีแดงสด จะส่งกลิ่นหอมอ่อน ๆ ในช่วงพลบค่ำและกลางคืน มีน้ำหวานจำนวนมากรอบฐานดอก กลีบดอกมี 6 กลีบ เรียงสลับกัน 2 ชั้น ชั้นละ 3 กลีบ กลีบดอกเป็นสีแดงสดหรือสีแดงเลือดนก โคนกลีบดอกเป็นสีเหลืองอ่อน ลักษณะของกลีบดอกเป็นรูปขอบขนานหรือรูปไข่กลับแกมรูปขอบขนาน ปลายมน ยาวประมาณ 2.5-4 เซนติเมตร กลีบดอกจะค่อนข้างหนา ส่วนกลีบเลี้ยงดอกมี 3 กลีบ สีเขียวอมเหลือง ลักษณะเป็นรูปสามเหลี่ยม ยาวประมาณ 2-3 เซนติเมตร กลีบเลี้ยงค่อนข้างบอบบาง ผิวด้านในเกลี้ยง ส่วนผิวด้านนอกมีขนสั้นขึ้นประปราย ดอกมีเกสรเพศผู้จำนวนมาก อยู่ชิดกันแน่นเป็นพุ่มกลม รังไข่ยาวได้ประมาณ 7 มิลลิเมตร มีขนสั้น ยอดเกสรเพศเมียแผ่ออกคล้ายรูปแตร มีเมือกเหนียวสีเหลืองแล้วจะเปลี่ยนเป็นสีเข้มขึ้น เมื่อดอกบานเต็มที่จะมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 6-11 เซนติเมตร

ผลกล้วยหมูสัง ออกผลเป็นกลุ่ม ๆ แต่ละกลุ่มมีผลย่อยจำนวนมาก ประมาณ 6-15 ผล อยู่บนแกนตุ้มกลม ก้านช่อผลยาวประมาณ 4-6 เซนติเมตร ลักษณะของผลย่อยเป็นรูปทรงกระบอกสั้น ๆ ยาวได้ประมาณ 3-6 เซนติเมตร ปลายผลมน บางตอนของผลคอดเว้าเล็กน้อย ตามผิวมีตุ่มเล็ก ๆ ขึ้นกระจายและมีขนขึ้นประปราย ผลอ่อนเป็นสีเขียว ส่วนผลสุกเป็นสีเหลืองอมส้ม มีรสหวานเปรี้ยวใช้รับประทานได้ ภายในผลมีเมล็ดมาก ส่วนก้านผลย่อยยาวประมาณ 1-4 เซนติเมตร ออกดอกและผลในช่วงระหว่างเดือนมีนาคมถึงเดือนมิถุนายน และพฤศจิกายนถึงเดือนธันวาคม

สรรพคุณของกล้วยหมูสัง
ใบและราก นำมาต้มกับน้ำกินเป็นยาบำบัดอาการปวดท้อง (ใบและราก)
ชาวมลายูจะใช้ใบกล้วยหมูสัง นำมาต้มกับข้าวกินเป็นยาบรรเทาอาการท้องขึ้น ท้องเฟ้อ (ใบ) i99bet

ขอบคุณแหล่งที่มา https://medthai.com…

สมุนไพรกระพี้เครือ

No Comments
สมุนไพรกระพี้เครือ

สมุนไพรกระพี้เครือ

สมุนไพรกระพี้เครือ

สมุนไพรกระพี้เครือ ชื่อสามัญ Dalbergia Tree

กระพี้เครือ ชื่อวิทยาศาสตร์ Dalbergia rimosa var. foliacea (Benth.) Thoth. (ชื่อพ้องวิทยาศาสตร์ Dalbergia foliacea Benth.) จัดอยู่ในวงศ์ถั่ว (FABACEAE หรือ LEGUMINOSAE) และอยู่ในวงศ์ย่อยถั่ว FABOIDEAE (PAPILIONOIDEAE หรือ PAPILIONACEAE) มีชื่อท้องถิ่นอื่น ๆ ว่า ประดู่แล้ง (เลย), สะพี้เครือ (เพชรบูรณ์), ถ่อนเครือ (นครราชสีมา), หางไหลเถา (ราชบุรี), กระพี้เครือ (กาญจนบุรี, ภาคเหนือ) เป็นต้น

ลักษณะของกระพี้เครือ
ต้นกระพี้เครือ จัดเป็นพรรณไม้เถาเนื้อแข็งขนาดใหญ่ พาดพันตามต้นไม้ใหญ่ไปได้ไกล ลำต้นเป็นสีเทาหรือสีขาว ตามกิ่งอ่อนและยอดอ่อนมีขนเล็กน้อย ส่วนกิ่งแก่จะเกลี้ยง มีเขตการกระจายพันธุ์ในอินเดีย พม่า ลาว และเวียดนาม ในประเทศไทยพบกระจายพันธุ์ทางภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคตะวันตกเฉียงใต้ โดยพบขึ้นตามป่าเบญจพรรณ บนพื้นที่เป็นภูเขาจนถึงระดับสูงประมาณ 150-750 เมตร

ใบกระพี้เครือ ใบเป็นใบประกอบแบบขนนกปลายคี่ ออกเรียงสลับ ยาวประมาณ 9-15 เซนติเมตร ใบย่อยมี 5-9 ใบ เรียงสลับ ลักษณะของใบย่อยเป็นรูปไข่กลับหรือรูปรีแกมขอบขนาน ปลายใบมนหรือเว้าตรงกลางเล็กน้อยหรือมีติ่งแหลมสั้น ๆ โคนใบมน ส่วนขอบใบเรียบ ใบมีขนาดกว้างประมาณ 2-3 เซนติเมตร และยาวประมาณ 3.5-6.5 เซนติเมตร แผ่นใบหนาคล้ายหนังและเกลี้ยง แต่ใบอ่อนมีขนขึ้นประปรายทางด้านล่าง ก้านใบย่อยยาวได้ประมาณ 3-6 มิลลิเมตร

ดอกกระพี้เครือ ออกดอกเป็นช่อแยกแขนงสั้น ๆ ที่ปลายกิ่ง ยาวประมาณ 5-10 เซนติเมตร ดอกมีขนาดเล็กเป็นสีขาว มีจำนวนมาก ลักษณะเป็นรูปดอกถั่ว กลีบดอกมี 5 กลีบ สีขาว โคนกลีบเรียวลงเป็นก้านกลีบดอก กลีบเลี้ยงดอกมี 5 กลีบ โคนกลีบเลี้ยงเชื่อมติดกันเป็นหลอดสั้น ๆ ด้านนอกมีขนเล็กน้อย ดอกมีเกสรเพศผู้ 9 อัน ก้านชูอับเรณูติดกันเป็นแผ่น รังไข่มีขนขึ้นประปราย มีออวุล 2 เม็ด

ผลกระพี้เครือ ออกผลเป็นฝักแบน ลักษณะของฝักเป็นรูปขอบขนาน ปลายฝักแหลมหรือมน มีลายเส้นร่างแหบริเวณเมล็ดชัดเจน ฝักมีขนาดกว้างประมาณ 1.4-2 เซนติเมตร และยาวประมาณ 3.5-7 เซนติเมตร ฝักเมื่อแห้งจะไม่แตก ภายในมีเมล็ดประมาณ 1-2 เมล็ด เมล็ดเป็นสีน้ำตาล ลักษณะของเมล็ดเป็นรูปไต แบน มีขนาดกว้างประมาณ 1.2 เซนติเมตร และยาวประมาณ 9 มิลลิเมตร

สรรพคุณของกระพี้เครือ
ลำต้นใช้ต้มกับน้ำดื่มเป็นยาแก้ผิดสำแดง (ลำต้น) i99bet

ขอบคุณแหล่งที่มา https://medthai.com…

สมุนไพรกระบือเจ็ดตัว

No Comments
สมุนไพรกระบือเจ็ดตัว

สมุนไพรกระบือเจ็ดตัว

สมุนไพรกระบือเจ็ดตัว

สมุนไพรกระบือเจ็ดตัว

กระบือเจ็ดตัว ชื่อวิทยาศาสตร์ Excoecaria cochinchinensis Lour. (ชื่อพ้องวิทยาศาสตร์ Excoecaria bicolor (Hassk.) Zoll. ex Hassk., Excoecaria cochinchinensis var. cochinchinensis) จัดอยู่ในวงศ์ยางพารา (EUPHORBIACEAE)

มีชื่อท้องถิ่นอื่น ๆ ว่า กะเบือ (ราชบุรี), ใบท้องแดง (จันทบุรี), บัว บัวลา กระทู้ กระทู้เจ็ดแบก (ภาคเหนือ), กระบือเจ็ดตัว กำลังกระบือ ลิ้นกระบือ (ภาคกลาง), ต้นลิ้นควาย, ตาตุ่มไก่, ตาตุ่มนก, ลิ้นกระบือขาว เป็นต้น

ลักษณะของกระบือเจ็ดตัว
ต้นกระบือเจ็ดตัว จัดเป็นพรรณไม้พุ่มขนาดย่อม มีความสูงได้ประมาณ 0.5-1.5 เมตร แตกกิ่งก้านมาก มีรูอากาศตามผิวกิ่ง ตามกิ่งก้านมีน้ำยางสีขาวข้นคล้ายน้ำนม ขยายพันธุ์ด้วยวิธีการเพาะเมล็ด ปักชำกิ่ง ตอนกิ่ง เจริญเติบโตได้เร็ว ขึ้นได้ในดินทั่วไป ชอบดินร่วน ความชื้นในระดับปานกลางถึงสูง และแสงแดดแบบเต็มวันถึงรำไร เป็นพืชที่มีเขตการกระจายพันธุ์ในแถบอินโดจีน รวมทั้งบ้านเราด้วย

ใบกระบือเจ็ดตัว ใบเป็นใบเดี่ยว ออกเรียงสลับเวียนรอบกิ่งหรือออกตรงข้ามกัน ลักษณะของใบเป็นรูปไข่กลับ รูปใบหอก หรือรูปใบหอกแกมรูปไข่ ปลายใบเป็นติ่งแหลม โคนใบสอบ ส่วนขอบใบหยักเป็นฟันเลื่อยตื้น ๆ ใบมีขนาดกว้างประมาณ 2-4.5 เซนติเมตร และยาวประมาณ 4-13 เซนติเมตร หลังใบเรียบเป็นสีเขียวเข้มเป็นมัน ส่วนท้องใบเรียบเป็นสีม่วงแดง เส้นแขนงใบมีข้างละ 7-12 เส้น ก้านใบยาวได้ประมาณ 0.5-1.5 เซนติเมตร หูใบมีลักษณะเป็นรูปไข่ ยาวประมาณ 1 มิลลิเมตร i99bet

ดอกกระบือเจ็ดตัว ออกดอกเป็นช่อกระจะ โดยจะออกตามซอกใบและที่ปลายกิ่ง ดอกมีขนาดเล็กเป็นสีเหลืองอมเขียว ดอกเป็นแบบแยกเพศอยู่คนละต้นกัน ช่อดอกเพศเมียจะอยู่ส่วนล่าง ส่วนปลายด้านบนจะเป็นดอกเพศผู้ โดยช่อดอกเพศผู้จะเป็นแบบช่อกระจะ ยาวประมาณ 1-2 เซนติเมตร มีดอกย่อยอยู่จำนวนมาก โคนก้านดอกมีใบประดับขนาดเล็กลักษณะเป็นรูปไข่เรียงซ้อนกัน มีขนาดกว้างและยาวประมาณ 1.7 มิลลิเมตร ก้านดอกยาวประมาณ 1.5 มิลลิเมตร กลีบเลี้ยงดอกมี 3 กลีบ ลักษณะกลีบเลี้ยงเป็นรูปหอก ปลายจักเป็นฟันเลื่อยถี่ มีขนาดกว้างประมาณ 0.3-0.4 มิลลิเมตร และยาวประมาณ 0.6-1 มิลลิเมตร เกสรเพศผู้มีขนาดเล็กมาก มี 3 อัน อับเรณูเป็นรูปกลม สั้นกว่าก้านชูอับเรณูเล็กน้อย ส่วนช่อดอกเพศเมียจะสั้นกว่าดอกเพศผู้ มีดอกประมาณ 2-3 ดอก ขนาดประมาณ 1.2-1.5 ถึง 1-1.3 มิลลิเมตร ก้านดอกแข็ง ยาวประมาณ 2-5 มิลลิเมตร โคนก้านดอกมีใบประดับขนาดเล็ก ๆ และมีต่อมเล็ก ๆ สีเหลือง กลีบเลี้ยงมีขนาดเล็กเป็นรูปไข่ มี 3 กลีบ ติดกันที่ฐานเล็กน้อย มีขนาดกว้างประมาณ 1.2 มิลลิเมตร และยาวประมาณ 1.8 มิลลิเมตร รังไข่เล็กเป็นสีเขียวอมชมพู กลม เกลี้ยง มีช่อง 3 ช่อง ก้านเกสรเพศเมียมี 3 อัน ยาวประมาณ 2.2 มิลลิเมตร

ผลกระบือเจ็ดตัว ผลมีขนาดเล็กลักษณะเป็นรูปค่อนข้างกลม มีขนาดกว้างประมาณ 8 มิลลิเมตร ฐานตัด ปลายผลเว้าเข้า ผลมีพู 3 พู เป็นผลแห้ง เมื่อแก่จะแตกออกได้เป็น 3 ส่วน ภายในมีเมล็ดลักษณะเกือบกลม เมล็ดมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 2.5 มิลลิเมตร

สรรพคุณของกระบือเจ็ดตัว
ใบตากแห้งใช้ชงดื่ม เช่น ใบชาเป็นยารักษาโรคกษัย (ใบ)
ใช้เป็นยาดับพิษร้อน ถอนพิษไข้ แก้ไข้ (ใบ)
กระพี้และเนื้อไม้ใช้เป็นยาถอนพิษผิดสำแดง ถอนพิษไข้ แก้ร้อนภายใน (กระพี้และเนื้อไม้)
ใบมีรสร้อนเฝื่อนขื่น ใช้ใบสดประมาณ …

สมุนไพรกระทุงหมาบ้า เจริญเติบโตได้ดีในดินร่วน ระบายน้ำดี ชอบที่ชื้น ทนแล้งได้ดี

No Comments
สมุนไพรกระทุงหมา

สมุนไพรกระทุงหมาบ้า

กระทุงหมาบ้า

สมุนไพรกระทุงหมาบ้า มีชื่อท้องถิ่นอื่น ๆ ว่า ผักฮ้วนหมู (เชียงใหม่), เครือเขาคลอน (อุบลราชธานี), ผักง่วนหมู ต้นง่วนหมู หัวเขาคอน (ร้อยเอ็ด), มวนหูกวาง (เพชรบุรี), เครือเขาหมู ผักฮ้วนหมู ฮ้วนหมู (ภาคเหนือ), กระทุงหมาบ้า คันชุนสุนัขบ้า (ภาคกลาง), เถาคัน (ภาคใต้), มุ้งหมู, ฮ้วน, ผักม้วน, ผักโง้น, ผักง้วน, ผักง้วนหมู เป็นต้น
กระทุงหมาบ้า ชื่อวิทยาศาสตร์ Dregea volubilis (L.f.) Benth. ex Hook.f. จัดอยู่ในวงศ์ตีนเป็ด (APOCYNACEAE) และอยู่ในวงศ์ย่อยนมตำเลีย (ASCLEPIADOIDEAE – ASCLEPIADACEAE)

ลักษณะของกระทุงหมาบ้า
ต้นกระทุงหมาบ้า จัดเป็นพรรณไม้เลื้อยเนื้อแข็ง ยาวได้ถึง 10 เมตร เถาจะพาดพันตามต้นไม้ใหญ่ ลำต้นมีลักษณะเป็นเถากลม เปลือกเถาอ่อนเป็นสีเขียว ส่วนเถาแก่เป็นสีน้ำตาลถึงสีน้ำตาลอ่อน ตามผิวกิ่งตะปุ่มตะป่ำและมีช่องอากาศ ขยายพันธุ์ด้วยวิธีการปักชำ เจริญเติบโตได้ดีในดินร่วน ระบายน้ำดี ชอบที่ชื้น ทนแล้งได้ดี มีเขตการกระจายพันธุ์ในอินเดียจนถึงจีนตอนใต้ ไต้หวัน ภูมิภาคอินโดจีน มาเลเซีย และฟิลิปปินส์ ในประเทศไทยพบขึ้นตามบริเวณป่าดิบ ป่าราบ หรือบริเวณชายป่าทั่วทุกภาคของประเทศ i99bet

ใบกระทุงหมาบ้า ใบเป็นใบเดี่ยว ออกเรียงตรงข้าม ลักษณะของใบเป็นรูปไข่หรือเกือบกลม ปลายใบแหลมหรือยาวรี โคนใบมนหรือเว้าหรือป้าน ใบมีขนาดกว้างประมาณ 5-10 เซนติเมตร และยาวประมาณ 7.5-15 เซนติเมตร แผ่นใบค่อนข้างหนา หลังใบเป็นสีเขียวเข้ม ส่วนท้องใบมีสีเขียวอ่อนกว่า ก้านใบยาวประมาณ 4 เซนติเมตร

ดอกกระทุงหมาบ้า ออกดอกเป็นช่อแบบช่อกระจุก โดยจะออกบริเวณซอกใบหรือระหว่างก้านใบ ลักษณะของดอกเป็นดอกที่มีขนาดเล็ก มีกลีบดอกและกลีบรองกลีบดอกอย่างละ 5 กลีบ กลีบดอกเป็นสีเขียวอ่อน บิดเวียนกัน ยาวได้ประมาณ 2 มิลลิเมตร โคนกลีบดอกเชื่อมติดกันเป็นท่อ ส่วนปลายกลีบแยกออกเป็นแฉกรูปสามเหลี่ยม เส้าเกสร 5 กลีบ เมื่อดอกบานเต็มที่จะมีขนาดกว้างประมาณ 1-1.5 เซนติเมตร

ผลกระทุงหมาบ้า ผลมีลักษณะเป็นฝัก ออกเป็นคู่ตรงข้ามกัน ฝักมีขนาดกว้างประมาณ 1.6-3 เซนติเมตร และยาวประมาณ 7.5-10 เซนติเมตร โคนฝักป่องแล้วค่อย ๆ เรียวไปหาปลาย มีครีบตามยาว ผิวฝักมีขนสีน้ำตาลอ่อนนุ่มคล้ายกำมะหยี่ ข้างในฝักมีเมล็ด ลักษณะของเมล็ดเป็นรูปไข่หรือรูปรีกว้าง โค้งเว้า มีขนาดยาวประมาณ 1.2 เซนติเมตร เมล็ดเป็นสีน้ำตาลอมเหลือง ผิวเรียบเป็นมันวาว ขอบบางเป็นครีบ มีพู่ขนสีขาวเป็นมันเหมือนเส้นไหม

สรรพคุณของกระทุงหมาบ้า
ส่วนที่กินได้ของผักชนิดนี้มีรสขมอมหวานมัน มีสรรพคุณช่วยบรรเทาความร้อนในร่างกายและช่วยเจริญอาหาร (ส่วนที่กินได้)
รากและเถามีสรรพคุณช่วยทำให้นอนหลับ (ราก, เถา)
เถาใช้เป็นยาแก้โรคตา (เถา)
ใช้เป็นยาแก้หวัด ทำให้จาม (เถา) บ้างใช้รากนำมาตัดเสียบเข้าไปในจมูกเพื่อทำให้เกิดการจาม (ราก)
รากใช้เป็นยาขับพิษร้อน กระทุ้งพิษ พิษฝี แก้ไข้พิษ พิษไข้หัว ไข้กาฬ ให้ซ่านออกมาจากภายใน ช่วยดับความร้อน แก้พิษน้ำดีกำเริบ (ราก)

เถามีรสเมาเบื่อเอียดติดขม มีสรรพคุณเป็นยาดับพิษร้อนถอนพิษไข้ ใช้กระทุ้งพิษไข้หัว ไข้กาฬ ดับพิษฝี แก้พิษดีกำเริบ ละเมอเพ้อกลุ้ม เซื่องซึม ปวดศีรษะ น้ำตาตกหนัก แสบร้อนหน้าตา (เถา)
รากมีสรรพคุณเป็นยาขับเสมหะ ถ้าใช้มากเกินไปจะมีสรรพคุณทำให้อาเจียน ส่วนลำต้นอ่อนก็มีสรรพคุณทำให้อาเจียนเช่นกัน (ราก, ลำต้นอ่อน)
เถาเป็นยาเย็น ใช้เป็นยาขับปัสสาวะ (เถา)
ใช้เป็นยาแก้ปัสสาวะพิการ (ราก)
ใบมีรสเมาเบื่อเอียนติดขม ใช้เป็นยาแก้แผลที่ถูกน้ำร้อนลวก แก้บวม แก้ฝี แก้ฝีภายใน แก้พิษต่าง ๆ การใช้ภายนอกให้นำใบสดมาตำให้ละเอียดแล้วใช้ทาบริเวณที่เป็นแผลหรือใช้พอกฝีและบริเวณที่อักเสบ (ใบ)
เถาใช้เป็นยาแก้พิษงูกัด (เถา)
ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จะใช้เป็นยาลดไข้ ทำให้อาเจียน ใช้ในการรักษาอาการอาเจียนออกมาเป็นเลือดสด (Hematemesis), เจ็บคอ, อาการฝีหนองติดเชื้อ (Carbuncles), กลาก, โรคหอบหืดและเป็นยาแก้พิษสำหรับยาพิษ (เนื่องจากทำให้อาเจียนได้ แต่ใช้รากเท่านั้น)…

คุณประโยชน์ของต้นกระทาดง

No Comments
คุณประโยชน์ของต้นกระทาดง

คุณประโยชน์ของต้นกระทาดง

คุณประโยชน์ของต้นกระทาดง

คุณประโยชน์ของต้นกระทาดง  กระทาดง ชื่อวิทยาศาสตร์ Lasianthus kurzii Hook.f. (ชื่อพ้องวิทยาศาสตร์ Lasianthus chrysoneurus (Korth.) Miq.) จัดอยู่ในวงศ์เข็ม (RUBIACEAE)

ลักษณะของกระทาดง
ต้นกระทาดง จัดเป็นพรรณไม้พุ่ม ลำต้นตั้งตรง มีความสูงได้ประมาณ 2-4 เมตร
ต้นกระทาดง  ใบกระทาดง ใบเป็นใบเดี่ยว ออกเรียงตรงข้าม ลักษณะของใบเป็นรูปขอบขนานแกมใบหอก ใบมีขนาดกว้างประมาณ 6-9 เซนติเมตร และยาวประมาณ 15-25 เซนติเมตร มีหูใบอยู่ระหว่างก้านใบ  ดอกกระทาดง ออกดอกเป็นช่อ ออกเป็นกระจุกที่ซอกใบ มีดอกย่อยประมาณ 4-7 ดอก กลีบดอกเป็นสีขาว เชื่อมติดกันเป็นหลอด มีขน ผลกระทาดง ผลเป็นผลสด ลักษณะของผลเป็นรูปไข่ มีสีม่วงเข้ม

สรรพคุณของกระทาดง
ยาพื้นบ้านล้านนาจะใช้ลำต้นหรือรากกระทาดง นำมาผสมกับหัวยาข้าวเย็น ใช้ต้มกับน้ำดื่มเป็นยาแก้ปวดเมื่อย (ลำต้น, ราก) i99bet

ขอบคุณแหล่งที่มา https://medthai.com…

สมุนไพรกระต่ายจาม

No Comments
สมุนไพรกระต่ายจาม

สมุนไพรกระต่ายจาม

สมุนไพรกระต่ายจาม

สมุนไพรกระต่ายจาม กระต่ายจาม ชื่อวิทยาศาสตร์ Adenosma indianum (Lour.) Merr. (ชื่อพ้องวิทยาศาสตร์ Manulea indiana Lour.) จัดอยู่ในวงศ์เทียนเกล็ดหอย (PLANTAGINACEAE)

มีชื่อท้องถิ่นอื่น ๆ ว่า พริกกระต่าย (ชลบุรี), โซเซ ข้าวก่ำ (ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ), ข้าวคำ ข้าวก่ำ พริกกระต่าย (ภาคตะวันออกเฉียงใต้, ชลบุรี), กระต่ายจาม (ภาคตะวันตกเฉียงใต้, เพชรบุรี), การบูรป่า (ทั่วไป) เป็นต้น

ลักษณะของกระต่ายจาม i99bet
ต้นกระต่ายจาม จัดเป็นพรรณไม้ล้มลุก ลำต้นตั้งตรง ไม่ค่อยแตกกิ่งก้าน มีความสูงได้ประมาณ 50-100 เซนติเมตร ตามลำต้นมีขนนุ่มละเอียดขึ้นปกคลุมอยู่หนาแน่น มีเขตการกระจายพันธุ์ในภูมิภาคอินโดจีน ภูมิภาคมาเลเซีย ชวา บอร์เนียว ฟิลิปปินส์ อินเดีย ศรีลังกา พม่า และทางตอนใต้ของจีน ในประเทศไทยพบกระจายพันธุ์ในจังหวัดเชียงใหม่ แพร่ ตาก เลย นครราชสีมา สระบุรี ตราด เพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ สุราษฎร์ธานี สงขลา ระนอง พังงา และสตูล โดยมักขึ้นในที่โล่งทั่วไป บนพื้นที่ใกล้ระดับน้ำทะเลไปจนถึงสูงประมาณ 360 เมตร
ใบกระต่ายจาม ใบเป็นใบเดี่ยว ออกเรียงตรงข้ามและเรียงเป็นวงรอบ ลักษณะของใบเป็นรูปไข่กว้างหรือรูปไข่แกมขอบขนาน ปลายใบเรียวแหลมหรือมน โคนใบสอบหรือมน ส่วนขอบใบหยักเป็นฟันเลื่อย ใบมีขนาดกว้างประมาณ 0.7-2 เซนติเมตร และยาวประมาณ 1-6 เซนติเมตร แผ่นใบมีขนนุ่มขึ้นหนาแน่นทั้งสองด้าน และมีต่อมเล็ก ๆ อยู่ด้านล่าง มีกลิ่นฉุนคล้ายการบูร ก้านใบสั้น
ดอกกระต่ายจาม ออกดอกเป็นช่อ โดยจะออกที่ปลายยอดหรือตามง่ามใบ ลักษณะของช่อดอกเป็นรูปทรงกระบอกหรือรูปทรงกลม มีขนาดกว้างประมาณ 1 เซนติเมตร และยาวประมาณ 1-5 เซนติเมตร ก้านช่อดอกยาวประมาณ 3-8 เซนติเมตร ดอกย่อยมีขนาดเล็กและจำนวนมาก เรียงเป็นวงซ้อนกันแน่นรอบแกนช่อ ที่โคนดอกมีใบประดับลักษณะเป็นรูปรีหรือรูปยาวรี มีความยาวประมาณ 0.5-1.5 เซนติเมตร มีขนยาว กลีบเลี้ยงที่โคนเชื่อมติดกันเป็นหลอดสั้นประมาณ 1-2 มิลลิเมตร ปลายแยกออกเป็นแฉกแหลม 5 แฉก แต่ละแฉกมีขนาดไม่เท่ากัน มีความยาวประมาณ 2-3 มิลลิเมตร มีขนยาว ส่วนกลีบดอกนั้นเป็นสีม่วงหรือสีน้ำเงิน โคนกลีบดอกเชื่อมติดกันเป็นหลอดยาวประมาณ 3-5 มิลลิเมตร ปลายเป็นรูปปากเปิด ขนาดไม่เท่ากัน แยกออกเป็นสองปาก ปากด้านบนมี 1 กลีบ ลักษณะเป็นรูปค่อนข้างกลม ปลายกลีบมนหรือหยักเว้าเล็กน้อย ส่วนปากด้านล่างจะมี 3 กลีบ มีขนาดเล็กกว่าด้านบน ดอกมีเกสรเพศผู้ 4 อัน มีก้านชูอับเรณูขนาดสั้น 1 คู่ และขนาดยาวอีก 1 คู่ ติดอยู่ที่โคนหลอดกลีบดอก ส่วนรังไข่มีขนาดเล็ก ออกดอกในช่วงประมาณเดือนกรกฎาคมถึงเดือนตุลาคม
ผลกระต่ายจาม ผลเป็นผลแห้งและแตกได้ ลักษณะของผลเป็นรูปไข่ ยาวประมาณ 3-4 มิลลิเมตร ส่วนเมล็ดมีลักษณะเป็นรูปไข่เช่นกัน แต่มีจะมีขนาดเล็กมาก

สรรพคุณของกระต่ายจาม
ยาพื้นบ้านล้านนาจะใช้กระต่ายจามทั้งต้นนำมาต้มกับน้ำดื่มเป็นยาแก้ลมวิงเวียน มึนศีรษะ (ทั้งต้น)
ในบางประเทศมีการใช้สมุนไพรชนิดนี้เป็นยาแผนโบราณแก้อาการปวดท้อง (ไม่ระบุส่วนที่ใช้)

ขอบคุณแหล่งที่มา https://medthai.com…

กระเช้าผีมดสรรพคุณ และประโยชน์มากมายทางสมุนไพร

No Comments
กระเช้าผีมดสรรพคุณ

กระเช้าผีมดสรรพคุณ

กระเช้าผีมดสรรพคุณ

กระเช้าผีมดสรรพคุณ สมุนไพรกระเช้าผีมด  กระเช้าผีมด ชื่อสามัญ Indian Birthwort, Dutchman’s pipe

กระเช้าผีมด ชื่อวิทยาศาสตร์ Aristolochia tagala Cham. จัดอยู่ในวงศ์ไก่ฟ้า (ARISTOLOCHIACEAE) มีชื่อท้องถิ่นอื่น ๆ ว่า ปุลิง (เชียงใหม่), กระเช้ามด กระเช้าสีดา (กรุงเทพฯ), กระเช้ามด กระเช้าผีมด (ภาคกลาง), เจี่ยต้าสู่ เอ่อเย่หม่าเอ๋อหลิน เฮยเมี่ยนฝังจี่ มู่ฝังจี่ (จีนกลาง),  ผักข้าว ผักห่ามป่าย ผักห่ามหนี (คนเมือง), ชั้วมัดหลัว (ม้ง), คอหมู่เด๊าะ (กะเหรี่ยงแม่ฮ่องสอน), บ่ะหูกว๋าง พ่วน ลำเด่อ (ลั้วะ)เป็นต้น

ลักษณะของกระเช้าผีมด
ต้นกระเช้าผีมด จัดเป็นพรรณไม้เถาเลื้อย ลำต้นเป็นเถา ผิวเป็นร่องไปตามยาวของลำเถา ลำต้นเมื่อยังอ่อนจะมีขน และขนจะค่อย ๆ หลุดร่วงไปจนเกือบเกลี้ยงหรือเกลี้ยง ขยายพันธุ์ด้วยวิธีการเพาะเมล็ด มีเขตการกระจายพันธุ์ในจีน อินเดีย ศรีลังกา บังกลาเทศ พม่า กัมพูชา เวียดนาม มาเลเซีย ตลอดจนถึงหมู่เกาะโซโลมอนและทวีปออสเตรเลีย ส่วนในประเทศไทยพบขึ้นกระจายพันธุ์ในจังหวัดเชียงใหม่ ตาก จันทบุรี กาญจนบุรี สุราษฎร์ธานี ตรัง ภูเก็ต และจังหวัดนครศรีธรรมราช ตามป่าดิบ ป่าเบญจพรรณ ที่โล่งแจ้งและบนดินปนทราย บนพื้นที่ความสูงจากระดับน้ำทะเล 5-1,030 เมตร

ใบกระเช้าผีมด ใบเป็นใบเดี่ยว ออกเรียงสลับ ลักษณะของใบมีหลายแบบ ตั้งแต่รูปไข่ไปจนถึงรูปไข่แกมรูปใบหอก ปลายใบแหลม โคนใบเว้าลึกเป็นรูปหัวใจหรือรูปติ่งหู ส่วนขอบใบเรียบ ใบมีขนาดกว้างประมาณ 5.8-7.6 เซนติเมตร และยาวประมาณ 9.5-16.5 เซนติเมตร ใบที่เจริญเติบโตเต็มที่แล้วจะเกลี้ยงทั้งสองด้าน นอกจากเส้นใบและเส้นใบย่อยที่อาจมีขน แผ่นใบจะมีต่อมลักษณะเป็นจุดเล็ก ๆ กระจัดกระจาย มีเส้นใบออกจากโคนใบ 3-5 เส้น ส่วนเส้นแขนงใบมีข้างละ 3-4 เส้น เส้นใบย่อยเรียงตามขวางใบคล้ายขั้นบันไดและสานกันเป็นร่างแห เส้นร่างแหนั้นจะเห็นได้ชัดทางด้านล่างมากกว่าด้านบน ก้านใบยาวประมาณ 3-6 เซนติเมตร ด้านบนเป็นร่องและมีขนละเอียด ส่วนด้านล่างจะเกลี้ยง

ดอกกระเช้าผีมด ออกดอกเป็นช่อ ช่อดอกยาวประมาณ 6-13.5 เซนติเมตร มีขน เป็นดอกที่มีทั้งเกสรเพศผู้และเกสรเพศเมียอยู่ในดอกเดียวกัน กลีบดอกมีเพียงชั้นเดียว เชื่อมติดกันเป็นหลอด ที่โคนหลอดจะมีลักษณะป่องเป็นกระเปาะกลม ๆ มีขนาดกว้างและยาวประมาณ 5-7 มิลลิเมตร เหนือขึ้นไปจะคอดเป็นหลอดเล็ก ๆ กว้างประมาณ 1-2 มิลลิเมตร และยาวประมาณ 1 มิลลิเมตร ปลายกลีบนั้นเบี้ยว ข้างหนึ่งจะยื่นยาวออกไป รูปใบหอก มีขนาดกว้างประมาณ 8 มิลลิเมตร และยาวประมาณ 1.6-2.5 เซนติเมตร ใบประดับมีลักษณะเป็นรูปไข่ ปลายและโคนของใบประดับแหลม ส่วนขอบมีขน ใบประดับมีขนาดกว้างประมาณ 1-2 มิลลิเมตร และยาวประมาณ 2-3 มิลลิเมตร ตามผิวมีขนสั้น ๆ ทั้งสองด้าน ก้านดอกยาวประมาณ 5-8 มิลลิเมตร ดอกมีเกสรเพศผู้ 6 อัน อยู่แนบติดกับก้านเกสรเพศเมีย อับเรณูเป็นรูปรี ยาวได้ประมาณ 1 มิลลิเมตร ยอดเกสรเพศเมียแยกออกเป็นแฉก 6 แฉก เป็นรูปกรวยยาว ปลายมน ส่วนรังไข่อยู่ใต้วงกลีบ มีลักษณะเป็นรูปทรงกระบอกเล็ก ๆ มีขนาดกว้างประมาณ 1-2 มิลลิเมตร และยาวประมาณ 0.5-1 เซนติเมตร

ผลกระเช้าผีมด ผลมีลักษณะค่อนข้างกลม รูปไข่ หรือเป็นรูปขอบขนานแกมรี มีขนาดกว้างประมาณ 2.7-4.3 เซนติเมตร และยาวประมาณ 3.3-5.5 เซนติเมตร ส่วนก้านผลยาวได้ประมาณ 3.3-5.8 เซนติเมตร ผลเมื่อแก่จะแตกออกตามยาวจากขั้วไปยังโคน และก้านผลก็จะแตกแยกออกเป็น 6 เส้น โดยที่โคนก้านและปลายผลยังติดกันอยู่ มีลักษณะรูปร่างคล้ายกระเช้า ภายในผลมีเมล็ดหลายเมล็ด

เมล็ดกระเช้าผีมด …

สมุนไพรกรวยป่า

No Comments
สมุนไพรกรวยป่า

สมุนไพรกรวยป่า จัดเป็นพรรณไม้ยืนต้นไม่ผลัดใบขนาดเล็กถึงกลาง มีความสูงได้ประมาณ 5-15 เมตร

สมุนไพรกรวยป่า

สมุนไพรกรวยป่า มีชื่อท้องถิ่นอื่น ๆ ว่า ตวย (เพชรบูรณ์), ตวยใหญ่ ตานเสี้ยน (พิษณุโลก), คอแลน (นครราชสีมา), ขุนเหยิง บุนเหยิง (สกลนคร), ผ่าสาม หมากผ่าสาม (นครปฐม, อุดรธานี), ก้วย ผีเสื้อหลวง สีเสื้อหลวง (ภาคเหนือ), คอแลน ผ่าสามตวย (ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ), สีเสื้อ, หมูหัน เป็นต้น
กรวยป่า ชื่อวิทยาศาสตร์ Casearia grewiaefolia Vent (ชื่อพ้องวิทยาศาสตร์ Casearia kerri Craib, Casearia oblonga Craib) ปัจจุบันได้ถูกย้ายมาอยู่ในวงศ์สนุ่น (SALICACEAE)i99bet

ลักษณะของกรวยป่า
ต้นกรวยป่า จัดเป็นพรรณไม้ยืนต้นไม่ผลัดใบขนาดเล็กถึงกลาง มีความสูงได้ประมาณ 5-15 เมตร รูปทรงโปร่ง ออกกิ่งตั้งฉากกับลำต้น ลำต้นเปลาตรง มีลายสีขาวปนดำ คล้ายตัวแลนหรือตะกวด บางท้องที่จึงเรียกว่า “คอแลน” เปลือกลำต้นค่อนข้างเรียบเป็นสีเทา สีน้ำตาลอ่อน หรือสีน้ำตาลเข้มแตกเป็นเกล็ดเล็ก ๆ มีขนสีน้ำตาลแดงทั่วไป กิ่งอ่อนมีขนสั้น หนานุ่ม สีน้ำตาลแดง มีน้ำยางสีขาวใส ส่วนเนื้อไม้เป็นสีน้ำตาลอ่อนเกือบขาว ต้นที่มีอายุมาก โคนต้นมักมีพูพอน มีเขตการกระจายพันธุ์ในภูมิภาคอินโดจีน มาเลเซีย อินโดนีเซีย จนถึงหมู่เกาะในภูมิภาคเมลานีเซีย ในประเทศไทยพบขึ้นทุกภาคของประเทศ โดยมักขึ้นตามป่าเบญจพรรณ ป่าเต็งรัง ป่าดิบ และป่าทุ่งทั่วไปจนถึงพื้นที่ความสูงจากระดับน้ำทะเลประมาณ 1,200 เมตร

ใบกรวยป่า ใบเป็นใบเดี่ยว ออกเรียงสลับ ลักษณะของใบเป็นรูปรียาวขอบขนานหรือรูปไข่แกมรูปขอบขนาน ปลายใบแหลมหรือเรียวแหลม โคนใบมนกว้าง มักเว้าเล็กน้อยที่รอยต่อก้านใบ ส่วนขอบใบหยักเป็นถี่ตื้น ๆ แผ่นใบมีขนาดกว้างประมาณ 3-6 เซนติเมตร และยาวประมาณ 8-13 เซนติเมตร เนื้อใบหนา แผ่นใบเรียบ แผ่ หลังใบเรียบเกลี้ยงเป็นมันหรือมีขนเล็กน้อยที่เส้นกลางใบ ส่วนท้องใบมีขนสั้นขึ้นปกคลุมทั่วไป เส้นกลางใบเรียบหรือเป็นร่องทางด้านบน ด้านล่างนูนเห็นได้ชัด เส้นแขนงใบมีข้างละ 8-14 เส้น แผ่นใบมีต่อมเป็นจุดและขีดสั้น ๆ กระจัดกระจายทั่วไป เมื่อส่องดูกับแสงสว่างจะโปร่งแสงก้านใบสั้น ยาวได้ประมาณ 0.6-1.2 เซนติเมตร มีขนสั้นนุ่มหรือเกือบเกลี้ยง หูใบมีขนาดเล็ก ลักษณะเป็นรูปสามเหลี่ยม ขนาดประมาณ 1.5 มิลลิเมตร ร่วงง่าย
ใบกรวยป่า

ดอกกรวยป่า ออกดอกเป็นกระจุก กระจุกละ 2-8 ดอก โดยจะออกตามซอกใบที่หลุดร่วงไปแล้ว ก้านดอกยาวประมาณ 5-6 มิลลิเมตร มีขนสั้นนุ่ม ดอกเป็นดอกแบบสมบูรณ์เพศสีขาวหรือสีเหลืองแกมเขียว ใบประดับมีจำนวนมาก มีขนสั้นนุ่ม ไม่มีกลีบดอก มีแต่กลีบเลี้ยงดอกขนาดเล็กมี 5 กลีบ กลีบเลี้ยงเป็นสีเขียว รูปงองุ้ม แต่ละกลีบจะไม่เท่ากัน ด้านนอกมีขนแน่น ส่วนด้านในเกลี้ยง ดอกมีเกสรเพศผู้จำนวน 8-10 อัน ก้านชูอับเรณูยาวไม่เท่ากัน มีขนสั้นนุ่มเล็กน้อยหรือเกลี้ยง ตรงกลางมีแกนเป็นรูปเจดีย์คว่ำ เกสรเพศผู้ที่เป็นหมัน เป็นรูปขอบขนาน มีขนหนาแน่น รังไข่อยู่เหนือวงกลีบ ลักษณะเป็นรูปกลมเกลี้ยง หรือมีขนยาวห่าง มี 1 ช่อง ก้านเกสรเพศเมียสั้น ออกดอกในช่วงระหว่างเดือนมีนาคมถึงเดือนพฤษภาคม

ผลกรวยป่า ผลเป็นผลแบบมีเนื้อ เมื่อแห้งจะแตกออก ลักษณะของผลเป็นรูปทรงกลมรีหรือรูปไข่ มีขนาดกว้างประมาณ 1.5-2 เซนติเมตร และยาวประมาณ 2.5-5 เซนติเมตร ผิวผลมันเรียบ เปลือกผลหนา เมื่อสุกแล้วจะมีสีเหลืองและจะแตกอ้าออกเป็น 3 ซีก บางท้องถิ่นจึงเรียกว่า “ผ่าสาม” (มีแนวแตกกลางผล)

เมล็ดกรวยป่า ภายในผลมีเมล็ดจำนวนมาก เนื้อหุ้มเมล็ดเป็นสีแดงสด เมล็ดมีลักษณะเป็นเหลี่ยม ขนาดประมาณ 1 เซนติเมตร รูปร่างดูคล้ายผีเสื้อ หัวท้ายมน ผิวเมล็ดแข็งและเรียบเป็นมัน เป็นผลในช่วงระหว่างเดือนพฤษภาคมถึงเดือนกรกฎาคม

สรรพคุณของกรวยป่า
เปลือกมีรสเมาขื่น ใช้เป็นยาบำรุงธาตุ บำรุงกำลัง บำรุงโลหิต เป็นยาคุมธาตุ (เปลือก) ส่วนรากก็มีสรรพคุณเป็นยาบำรุงธาตุเช่นเดียวกับเปลือก …